คดี “ฆ่าเผาช้างแก่งกระจาน” เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสื่อมวลชนฝรั่งนำเสนอเป็นข่าวดังระดับโลก ทั้งสำนักข่าวเอพี นิตยสารไทม์ นิวยอร์กเดลินิวส์ ฯลฯ เหมือนจะนัดหมายกันรายงานประโยคเด็ดจากการสัมภาษณ์ "ดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่า
“ช้างที่ถูกยิงตายนั้น ถูกพรานป่าตัดอวัยวะเพศและงวงไป ... เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ เนื้อช้างบางส่วนจะถูกบริโภคโดยไม่ผ่านการปรุงอาหาร เรียกว่า “ซาชิมิเนื้อช้าง” มีการสั่งซื้อจากภัตตาคารแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต แต่ยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มผู้กินซาชิมิเนื้อช้างนั้นเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหรือไม่”
ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม มีรายงานพบซากช้างป่าถูกฆ่าหลายตัว และถูกเผาทำลายหลักฐานโดยใช้ยางรถยนต์เป็นเชื้อเพลิง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บริเวณป่าละอู ต.ป่าเด็ง จ.เพชรบุรี หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นจึงพบซากศพช้างป่าตัวผู้วัย 3 ปีและ10 ปี ถูกฆ่าเผายางตัดเอางาไป 1 ตัว นอกจากนี้ยังมีการชำแหละอวัยวะบางส่วนที่สำคัญๆ ออกไป เช่น งาช้าง หาง หน้าผาก และอวัยวะเพศ
จากนั้นไม่กี่วันศาลเพชรบุรีได้ออกหมายจับ เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน 5 คน หลังมีหลักฐานอาจเกี่ยวข้องกับการเผาซากช้าง ก่อนจะลักลอบตัดงาและอวัยวะเพศช้างไป หนึ่งในนั้นคือ นายสุริยนต์ โพธิบัณฑิต ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งให้การว่าจำเป็นต้องนำยางรถยนต์กว่า 20 เส้นมาเผาทำลายซากช้างป่า และได้ปรึกษากับสัตวแพทย์แล้ว เนื่องจากซากช้างเริ่มเน่าเหม็นและอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำ หากสัตว์ป่าหรือคนมาใช้น้ำในอ่างเก็บอาจได้รับเชื้อโรคจนเป็นอันตรายได้
ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญจากกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่เก็บขี้เถ้าในจุดเผาช้าง เพื่อส่งห้องแล็บกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อร่อนหาหัวกระสุนและเศษงาช้าง จนพบว่า เป็นกระสุนปืนอาก้า ขนาด 7.62 มม. ซึ่งหากเป็นพรานป่าจะนิยมใช้ปืนลูกซอง ส่วนกลุ่มนักล่าสัตว์มืออาชีพทำตามใบออเดอร์นายทุนจะใช้ปืนไรเฟิล แต่ปืนอาก้านั้นมีเฉพาะเจ้าหน้าที่อุทยานบางกลุ่มเท่านั้น ขณะที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังให้ข่าวต่อเนื่องว่าเป็นฝีมือพวกแก๊งล่าสัตว์ป่าฆ่าช้างเพื่อเอาอวัยวะไปเปิบพิสดาร !?!
แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้างป่าเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า คดีนี้มีเงื่อนงำพิสดารผิดปกติหลายประการ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีกำลังจะหลงประเด็น เริ่มจาก ช่วงวันแรกที่พบซากช้างนั้น มีการชี้เป้าไปยัง “กลุ่มพรานเวียดนาม” ว่ามาล่างาช้างและจู๋เพื่อเอาไปทำไสยศาสตร์ หากคนที่รู้เรื่องนิสัยพรานป่าจะไม่เชื่อ เพราะช้างยังอายุแค่ 3 ปีกับ 10 ปี ไม่น่าจะมีงายาว ไม่คุ้มค่าพอที่จะฆ่า และพรานจากเวียดนามก็จะไม่มาเดินป่าแถวแก่งกระจานด้วย ต่อมามีข่าวว่าเป็นฝีมือของขบวนการค้าช้างชาวกะเหรี่ยง ที่ต้องการนำอวัยวะช้างไปแลกซื้อบัตรประชาชนในราคา 2 แสนบาท และอีกไม่นานก็มีข่าวว่า เป็นการล่าเอาเนื้อช้างตามใบสั่งของภัตตาคารเปิบพิสดารในภูเก็ต
“คดีนี้กำลังถูกเบี่ยงเบนสร้างสีสันให้หลงประเด็น พยายามทำให้ตื่นเต้นเป็นเหมือนคดีฆ่าช้างเอางา หรือเอาจู๋ไปทำเครื่องรางของขลัง เอาเนื้อช้างไปแล่ทำซาชิมิกินสดๆ แต่ถ้าดูหลักฐานและพยานแวดล้อมให้ละเอียดจะรู้ว่า ตั้งแต่แรกมีชาวบ้านไปแจ้งว่ามีช้างตายหลายตัวพร้อมๆ กัน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่พรานป่าหรือแก๊งที่อยากได้อวัยวะ พวกนี้จะฆ่าทีละตัว เพราะขนของไม่ไหว ต้องเดินป่าระยะไกล จากรูปคดีเชื่อว่าเป็น ขบวนการล่าลูกช้างป่า ที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพราะลูกช้างราคาขายในตลาดมืดตัวละเกือบหนึ่งล้านบาท วิธีการของพวกนี้คือ สะกดรอยตามฝูงช้างแล้วตะเพิดทำให้พวกมันตกใจวิ่งหนี แล้ววางแผนดักสกัดเอาเฉพาะลูกช้างออกมา ทำให้มันหลงฝูง จากนั้นก็ยิงให้สลบก่อนซ่อนไว้ในรถบรรทุกแล้วผ่านด่านออกมา งานล่าลูกช้างต้องมีเจ้าหน้าที่ร่วมด้วยเพราะการผ่านด่านไม่ใช่เรื่องง่าย”
แหล่งข่าวข้างต้นให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสืบสวนคดีต้องเริ่มจากเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ 5 คนที่จับได้ เชื่อว่าต้องมีการลบข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ล่าสุดออกจากเครื่องและออกจากที่บันทึกไว้ แต่ตำรวจสามารถขอความร่วมมือไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายได้ ว่าเบอร์โทรศัพท์ของ 5 ชื่อนี้ ติดต่อใครบ้างในช่วงปีใหม่...แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครร่วมขบวนการปลิดชีวิตช้างแก่งกระจานอย่างโหดเหี้ยมบ้าง
สอดคล้องกับ “สุรพล ดวงแข” ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย อดีตเลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้วมีชาวบ้านที่รู้จักกันโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า มีคนพบซากช้างแล้วไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ตอนแรกงาและจู๋ช้างยังอยู่ครบ แต่พอเจ้าหน้าที่มาดูแล้วได้ตัดสินใจเผาซากทิ้ง และสั่งชาวบ้านให้ช่วยตัดงาช้างออกมา ชาวบ้านก็ทำตามแต่ได้แค่งาช้างสั้นๆ เพราะช้างยังตัวเล็ก ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่ฝีมือพรานป่า เพราะช้างตายหลายตัวพร้อมกัน มีชาวบ้านบางคนเชื่อว่ามีอีก 3 ตัวที่บาดเจ็บแล้วหนีเข้าไปตายในป่า และยังไม่พบซาก
“ช้างตายหลายตัวพร้อมกัน เพราะมันคิดจะสู้ แสดงว่าช้างแถวนั้นคุ้นเคยกับคน จึงไม่ค่อยกลัว พวกแก๊งล่าลูกช้างคงไม่ได้วางแผนเรื่องนี้เตรียมไว้ คิดว่าล่าลูกช้างง่ายๆ เหมือนที่เคยทำ พอช้างหลายตัวหันมาสู้ จึงจำเป็นต้องฆ่าทิ้งให้หมด แล้วรีบหนีออกจากป่าไปไม่ได้เอาอะไรไปเลย ผมเคยสำรวจช้างที่เขาใหญ่ ทำยากมาก ตัวเลขสถิติช้างป่าที่บอกว่าเหลือ 2,000 กว่าตัว คิดว่าตอนนี้เหลือไม่ถึง 1,000 ตัวแล้ว เพราะตัวเลข 2,000 ได้ยินมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ลูกช้างเป็นของหายากราคาแพง พวกแก๊งช้างขอทานชอบ สะดวกง่ายไม่สิ้นเปลือง คนเห็นคนสงสารให้เงินเยอะ ไม่สังเกตหรือว่าเจ้าของคนเดิมแต่ช้างตัวไม่โตขึ้นสักที เดินหากินเป็นสิบปี ช้างยังตัวเท่าเดิม”
ส่วนเรื่อง เปิบพิสดารกิน “ซาชิมิเนื้อช้าง” นั้น อดีตเลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ยืนยันว่า คลุกคลีกับช้างและคนเลี้ยงช้างมานานกว่า 20-30 ปี ยังไม่เคยได้ยินว่ามีการกินเนื้อช้างสด เพราะมันคาวมาก แต่ถ้าแล่เนื้อช้างเอาไปตากแห้งทำเนื้อเค็มยังพอได้ยินบ้าง จึงอยากแนะนำให้ตำรวจมุ่งเป้าไปที่แก๊งล่าลูกช้างแล้วอาจเจอหลักฐานเด็ด มากกว่าไปหลงอยู่ในร้านที่มีเมนูอาหารป่ารสเด็ด !?!
............
(หมายเหตุ : 'ซาชิมิช้าง'ลับ ลวง พลาง..ล่าลูกช้าง : โต๊ะรายงานพิเศษ)