ดุเดือดแน่นอนสำหรับอุณหภูมิภายในพรรครักประเทศไทยหลังจาก "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ออกมาแถลงเรื่องการเซ็นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคของ "ชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์" และ "โปรดปราน โต๊ะราหนี" ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะน้อยใจที่ถูกตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง หลังเข้ามาเป็น ส.ส.โดยเฉพาะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ
ที่สำคัญเมื่อวันที่ 17 มกราคม "ชูวิทย์" ได้ส่งหนังสือลาออกของทั้งสองคนแจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะมีผลทำให้ "ชัยวัฒน์" และ "โปรดปราน" พ้นสภาพจากการเป็น ส.ส.ทันที
เรื่องนี้ทำท่าจะจบลงด้วยดีแต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม "ชัยวัฒน์" ได้ส่งหนังสือคัดค้านการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรครักประเทศไทยไปยัง กกต. โดยแจ้งว่าไม่เคยประสงค์ขอลาออกจากสมาชิกพรรค และที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเรื่องการลาออกของสมาชิกพรรค
และเมื่อวันที่ 20 มกราคม "ชัยวัฒน์" ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.ดุสิต เรื่องไม่รับรองการนำหนังสือลงลายเซ็นไปใช้
พร้อมยืนยันที่ผ่านมาได้ลาออกจากตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" และ "กรรมการบริหารพรรครักประเทศไทย" เท่านั้น แต่ไม่ได้เซ็นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพราะรู้ดีว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคจะทำให้สิ้นสภาพการเป็น "ส.ส."
เป็นการตอบโต้ข้อมูลของ "ชูวิทย์" และที่สำคัญคือการปกป้อง "ศักดิ์ศรี" ความเป็น "ไกรฤกษ์" ด้วยการแจ้งความกลับ "ชูวิทย์" ข้อหาหมิ่นประมาทเรื่องการคอรัปชั่นงบประมาณ
ถือเป็นครั้งแรกที่ "ชัยวัฒน์" ตั้งการ์ดปักหลักสู้กับ "ชูวิทย์" เพื่อรักษาสถานภาพความเป็น "ส.ส." ของตัวเองอย่างเต็มที่
หากย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่าง "ชูวิทย์" กับ "ชัยวัฒน์" มีความสนิทสนมเป็น "เพื่อนรัก" กันมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลายที่ ร.ร.วัดเทพศิรินทร์ จากนั้นได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อ "ชัยวัฒน์" จบนิติศาสตร์ ขณะที่ "ชูวิทย์" จบบัญชี เมื่อเข้าสู่เส้นทางการเมือง "ชูวิทย์ กับ ชัยวัฒน์" ได้กลับมาเดินเคียงคู่กันอีกครั้ง
ทั้งสองคนได้ร่วมกันก่อตั้ง "พรรคต้นตระกูลไทย" โดยมี "ชูวิทย์" เป็นหัวหน้าพรรค "ชัยวัฒน์" เป็นเลขาธิการพรรค
ระหว่างที่ "ชูวิทย์" ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" ก็มี "ชัยวัฒน์" ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง เมื่อไม่มีโอกาสบนถนนการเมือง "ชูวิทย์" กับ "ชัยวัฒน์" ต่างแยกย้ายกันไปพักหนึ่งก่อนมารวมตัวกันอีกครั้งด้วยการจัดตั้ง "พรรครักประเทศไทย"
และการเลือกตั้งครั้งนี้เองทำให้ "ชัยวัฒน์" ซึ่งลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ในลำดับที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก ภายใต้การนำของ "ชูวิทย์" ที่สามารถนำพา ส.ส.ของพรรคเข้าสภารวมกันถึง 4 คน นอกจากตัวชูวิทย์เองแล้ว ยังมี “ชัยวัฒน์-โปรดปราน และ พงษ์ศักดิ์ เรือนแก้ว”
หากนับรวมเวลาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่าง "ชูวิทย์-ชัยวัฒน์" มีมานานกว่า 30 ปี!
การที่ "ชูวิทย์" ส่งหนังสือลาออกของทั้งสองคนแจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่เหนือความคาดหมายของ "ชัยวัฒน์" เพราะไม่คิดว่า "เพื่อน" จะทำจริง เพราะการลงชื่อของ "ชัยวัฒน์" ครั้งนั้น เซ็นด้วยความน้อยใจที่ถูกเพื่อนต่อว่ามากมาย
จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม ทั้งหมดได้นัดเคลียร์ใจกันที่ที่ทำการพรรคก่อนเดินทางเข้าไปประชุมสภา
เรื่องข้องใจครั้งนั้น "ชูวิทย์-ชัยวัฒน์" ถึงขั้นปิดห้องเจรจา โดยที่ "ชัยวัฒน์" ไม่ทราบว่ามีการติดตั้งกล้องและเทปอัดเสียงในการเจรจาครั้งนี้เอาไว้ด้วยการเจรจาจึงมีทั้งรับและชงเป็นธรรมชาติ ภาษาที่ใช้ก็กันเองแบบฉบับเพื่อนรัก
ขณะที่ "ชัยวัฒน์" ไม่รู้ว่าการเจรจาครั้งนั้นจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ "ชูวิทย์" ใช้เป็น "ไม้ตาย" ที่ทำให้ "ชัยวัฒน์" ต้องจำนนด้วยหลักฐาน
เมื่อ "ชัยวัฒน์" มาทราบภายหลังว่าการสนทนาครั้งนั้นมีการเก็บหลักฐานทั้งภาพและเสียงไว้ เนื่องจากมีการนำซีดีชุดนี้ไปเปิดให้แก่ ส.ส.บางคนได้ดู โดยเฉพาะ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูกกล่าวหาว่าจะเป็น "พี่เลี้ยง" ให้แก่ "ชัยวัฒน์" ในการลงเลือกตั้งครั้งหน้าที่นครศรีธรรมราชบ้านเกิด
"ชัยวัฒน์" ทราบเรื่องถึงกับเดือดดาลพร้อมหลุดปากออกมาว่า "ไม่คาดคิดว่าคนที่เคยเรียนจบเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน จะเล่นเกมแบบนี้กับเพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ถือเป็นการเล่นเกมสกปรกเกินไป เคยใช้วิธีนี้กับคนอื่นสุดท้ายมาทำกับคนกันเอง"
โดยบทสนทนาดังกล่าว "ชูวิทย์" เปรียบเทียบเหมือนตัวเองเป็น "บาทหลวง" โดยมี "ชัยวัฒน์" เป็นผู้มาสารภาพบาปว่าตัวเองได้ไปทำอะไรผิดไว้บ้าง แต่การสารภาพบาปครั้งนี้ "ชูวิทย์" ตัดสินว่าไม่สามารถให้อภัยได้ โดยมองว่าหากยังให้ "ชัยวัฒน์" ทำหน้าที่ ส.ส.ในนามพรรคต่อไปจะเป็นภัยมากกว่า เพราะทำผิดทั้งนโยบายพรรคและผิดทั้งความเป็นเพื่อน แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ แต่การเป็น ส.ส.การแสดงความรับผิดชอบย่อมต้องสูงกว่าคนทั่วไป
"ชูวิทย์" ย้ำว่า สถานะระหว่างเขากับชัยวัฒน์ ไม่ใช่มีแค่เป็นเพื่อนกันเท่านั้น แต่ยังมีสถานะของ "หัวหน้าพรรคกับลูกพรรค" อีกด้วย การที่ "ชัยวัฒน์" ไปทำอะไรหรือเจรจาอะไรกับใครมาต้องแจ้งให้หัวหน้าพรรคทราบด้วย
หากหลักฐานในมือ "ชูวิทย์" เป็นลบกับ "ชัยวัฒน์" นาทีนี้ต้องถือว่า "ชูวิทย์" ถือไพ่เหนือกว่า เพราะมีทั้งหลักฐาน "เอกสาร" การเซ็นหนังสือลาออก โดยมีลายเซ็นของกรรมการบริหารพรรค และ "ชูวิทย์" ในฐานะหัวหน้าพรรคกำกับ นอกจากนี้ยังมี "ภาพและเสียง" การเจรจาระหว่าง "ชัยวัฒน์" กับ "ชูวิทย์" เก็บไว้ในมืออีกด้วย
"ชูวิทย์" กล่าวปิดท้ายฝากไปยัง "ชัยวัฒน์" ว่า ถ้ายังเห็นกับความเป็นเพื่อนก็ขอให้เรื่องนี้จบแค่นี้ โดยจะบอกกับสังคมว่า "คุณชัยวัฒน์ลาออกเพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ถ้ายังไม่จบ สัปดาห์นี้ผมจะแถลงข่าวชนิดไม่ต้องฝัง เป็นการเผาไปเลย"
เรื่องราว “เพื่อนรักหักเหลี่ยม" ระหว่าง "ชูวิทย์-ชัยวัฒน์" จะจบลงอย่างไรสัปดาห์นี้คงมีคำตอบ!
............
(หมายเหตุ :'ชูวิทย์-ชัยวัฒน์'เพื่อนรักหักเหลี่ยม (โหด) : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)