ต้องขจัดเหลือบราชทัณฑ์

ต้องขจัดเหลือบราชทัณฑ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ก.พ.2555

               รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างขะมักเขม้นภายหลังประกาศเป็นวาระแห่งชาติให้ทุกฝ่ายร่วมบูรณาการ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่2 ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศเพิ่มความเข้มข้นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงลึก โดยมีตัวจักรสำคัญอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) เป็นมือทำงาน

        
                   เป็นที่รับรู้กันว่าขบวนการค้ายาเสพติดถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลก มีการเชื่อมโยงกันหลายประเทศ รวมถึงมีกำลังคนและกำลังทรัพย์หนาแน่น จึงต้องบูรณาการเรื่องการข่าวและกำลังของเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถจับยาเสพติดลอตใหญ่ได้ โดยผลงานตลอด 4 เดือนในการเข้ามาบริหารประเทศจับกุมยาบ้าได้ 16,490,000 เม็ด ยาไอซ์ 596.35 กิโลกรัม (กก.) เฮโรอีน 200.90 กก. และกัญชา 3,455 กก. รวมถึงยึดทรัพย์ได้ 632,860,000 บาท ขณะที่ผู้ที่เสพยาเสพติดมีถึง 4 แสนคน และเข้าสู่ระบบการบำบัดเพียง 6 หมื่นคน
       
                   ขณะที่กรมราชทัณฑ์เดินหน้ามาตรการปราบปรามยาเสพติดในเรือนจำ เริ่มจากการย้ายผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดไปเรือนจำกลางเขาบิน และกลุ่มเรือนจำความมั่นคงสูง รวมถึงเสริมมาตรการเข้ม อาทิ งดรับฝากของเยี่ยมและพัสดุ การอัดเทปการสนทนากับญาติ ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเครื่องเอกซเรย์ยาเสพติด ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นแนวคิดการจัดสร้างเรือนจำที่จะออกแบบสำหรับคุมขังผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่โดยเฉพาะที่ชื่อซูเปอร์แม็กซ์ โดยใช้งบประมาณสูงประมาณ 3,500 ล้านบาท
        
                   ได้มีการหยิบยกเทียบเคียงกับต่างประเทศถึงคุกซูเปอร์แม็กซ์ ที่ใช้เป็นสถานที่คุมขังผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงสูงมากที่สุด หรืออาชญากรระดับเลวร้ายมากที่สุด เพื่อลดปัญหาด้านการควบคุมและเป็นอันตรายร้ายแรงออกจากกลุ่มนักโทษปกติ มีการจำกัดพื้นที่ขัง ไม่มีหน้าต่าง ใช้ประตูอิเล็กทรอนิกส์ มีกล้องวงจรปิดควบคุม ไม่สามารถกินอาหารจากภายนอกได้ แต่ของเรากลับมาใช้กับผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนักโทษที่มีอิทธิพลที่ใช้โทรศัพท์มือถือสั่งยาเสพติดจากภายในเรือนจำกระนั้นหรือ
        
                   นับเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลเร่งปราบปรามปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยร้ายแทรกซึมเข้ามาทั่วทุกสังคมไทย เรื่องของเรือนจำก็มีข้อจำกัดอยู่หากจะคิดถึงแต่เรื่องเงินเป็นตัวตั้งจัดสรรงบประมาณหรือมุ่งเฉพาะการปราบปรามเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง ด้วยเพราะปัญหาในเรื่องนี้ไม่ได้มีเรื่องของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวเจ้าหน้าที่ที่ทำตัวเป็นเหลือบคอยหาผลประโยชน์โดยมิชอบก็มีส่วนสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาดด้วย