4 ก.พ. 55 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ศึกษากฎหมายเพื่อดักฟังโทรศัพท์จากเรือนจำต้องสงสัยว่า กฎหมายให้อำนาจดีเอสไอในการดักข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงดักฟังโทรศัพท์ แต่การดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากศาล ไม่ใช่การดำเนินการโดยพลการ โดยวิธีการในภาพรวม จะเริ่มต้นจากงานสืบสวนด้วยการใช้เครื่องมือพิเศษเข้าไปตรวจสอบว่า มีการใช้โทรศัพทม์ออกมาจากเรือนจำเป้าหมายหรือไม่ หากพบสัญญาณโทรศัพท์จะตรวจสอบหมายเลข เพื่อนำข้อมูลไปขออนุญาตศาลดักฟังการสนทนาและการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ของหมายเลขดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลว่า มีการติดต่อไปหาบุคคลใด พูดคุยกันอย่างไร และจะตรวจสอบขยายผลไปยังหมายเลขอื่นๆที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับขบวนการ โดยวิธีการดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงเครือข่ายยาเสพติดว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด
นายธาริต กล่าวต่อว่า นอกจากการตรวจสอบความเชื่อมโยงของขบวนการค้ายาเสพติดแล้ว จะตรวจกระแสเงินควบคู่กันไปด้วยว่า เครือข่ายในเรือนจำมีความเคลื่อนไหวทางการเงินอย่างไร มีการทำธุรกรรมการเงิน โอนไปให้บุคคลใดบ้าง ซึ่งวิธีการสืบสวนดังกล่าวจะทำให้ได้ซึ่งเน็ตเวิร์กของเครือข่ายยาเสพติด
“การวิเคราะห์โครงข่ายการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการ ดีเอสไอได้ออกแบบโปรแกรม ( ไอทู) ใช้สำหรับตรวจสอบความสัมพันธ์ โดยเชื่อว่าการสนธิกำลัง 4 หน่วยงาน ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ดีเอสไอ กรมราชทัณฑ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะทำให้สามารทำงานนโยบายปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายธาริตกล่าว
สำหรับ พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ ที่ให้อำนาจดีเอสไอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารรวมถึงการดักฟังโทรศัพท์ ระบุอยู่ใน มาตรา 25 ว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้ เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีเป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ซึ่งการขออนุญาตดักฟังโทรศัพท์จะกระทำได้คราวละ ไม่เกิน 90 วัน