เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 3 ก.พ. นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการขับเคลื่อนในหลายเรื่อง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดไว้ให้ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน การกำหนดพื้นที่ชะลอน้ำหลาก โดยเฉพาะในส่วนของการพร่องน้ำในเขื่อนที่มีการกำหนดอยู่ในเกณฑ์เท่าไร มอบหมายให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ไปดำเนินการ ยกตัวอย่าง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 42-45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเขื่อนอื่นๆก็ตามความเหมาะสม ให้อยู่เหนือปริมาณน้ำตาย หรือไม่ให้ต่ำกว่าท่อน้ำที่ส่งออกมาผลิตไฟฟ้า โดยเริ่มดำเนินการในช่วงหน้าแล้ง จนถึงวันที่ 1 พ.ค.นี้ และจะมีการสำรองไว้ช่วงหน้าฝนบ้างจำนวนหนึ่ง
“ต้องบอกกับประชาชนว่าอย่าตกใจ ที่มีการบอกว่าพอถึงเดือน พ.ค.น้ำในเขื่อนภูมิพลเหลืออยู่แค่ 45 เปอร์เซ็นต์ รูปแบบนี้เป็นการดำเนินการที่ใช้งานมา 50 ปีแล้ว หรือเรียกกันว่ามาตรน้ำตาย” นายปราโมทย์ ระบุ
สำหรับบรรยากาศในที่ประชุมนั้น นายปราโมทย์ กล่าวว่า พูดคุยกันรู้เรื่องดี อาจจะมีการถกเถียงกันบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา สำหรับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา กยน.ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ในส่วนของการสร้างความมั่นใจกับประชาชนไม่ว่าน้ำจะไม่ท่วมอีกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องตอบยาก แต่คงไม่รุนแรงกว่าปี 2554 ทั้งนี้ก็อยู่ในระหว่างการจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไร โดย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีการทำศูนย์ข้อมูล และระบบเตือนภัยที่จะแจ้งกับประชาชนอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวถามว่า การกำหนดพื้นที่รับน้ำหนอง หรือพื้นที่ชะลอน้ำหลาก นายปราโมทย์ กล่าวว่า ในความเป็นจริงธรรมชาติเข้าไปอยู่แล้ว พอน้ำมาก็จะไปกระจุกตัวอยู่ในที่นั้นๆ จุดใดบ้างคงยังตอบไม่ได้ เพราะหลายพื้นที่รวมกว่า 2 ล้านไร่ รัฐบาลก็ต้องไปดำเนินการในส่วนของการเยียวยา หรือชดเชยในพื้นที่การเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ แต่ยังไม่ลงรายละเอียดในส่วนของจำนวนเงิน เรื่องนี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกรทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อถามต่อถึงมาตรการระยะสั้นในขณะนี้ นายปราโมทย์ กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนไปแล้ว โดยมอบให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการไปหลายอย่าง หากยังตกลงไม่แล้วเสร็จ คงจะเตรียมการไม่ทัน ส่วนเรื่องที่ต้องเน้นในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนนั้น สิ่งสำคัญคือการบอกกล่าวข้อมูล แต่ทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจว่าเรามีเวลาขับเคลื่อนได้เพียง 6-7 เดือนเท่านั้น ในขณะที่ต้องติดตามสถานการณ์ธรรมชาติไปควบคู่กันด้วย
นายปราโมทย์ เปิดเผยด้วยว่า จากนี้จะมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาบริหารสภถานการณ์ คือ คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยเป็นหน่วยงานหน่วยงานที่สามารถตัดสินใจโดยเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิ้ลคอมมานด์ อยู่ระหว่างในการทำรายละเอียดในแง่ของกฎหมายให้ชัดเจน องค์กรนี้จะทำหน้าที่บริหารจัดการแผนงานเพื่อมอบหมายให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติ วันนี้ก็มีผู้แทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกามาให้ข้อมูลเรื่องกฎหมาย และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพร.) มาให้ข้อมูลเรื่องโครงสร้างด้วย ซึ่ง กนอช.จะมีเป็นหน่วยงานถาวรที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลทั้งในภาวะปกติและในระหว่างเกิดเหตุ ต่างจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ
เผยก.เกษตรฯรับหาพื้นที่รับน้ำกว่า2ล้านไร่
นายปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมมีการหารือในหลักการในเรื่องพื้นที่รับน้ำ ซึ่งต้องหาพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ แต่ต้องดูว่าจะใช้พื้นที่ใดบ้างยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่ต้องรับภาระที่จะกำหนดมาตรการออกมา สำหรับในหน้าแล้ง น้ำในเขื่อนต้องอยู่ในเกณฑ์ที่น้ำต่ำสุด ซึ่งต้องเหลือระดับน้ำตายเพื่อรับในช่วงหน้าฝนบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าระบายน้ำออกจากเขื่อนทั้งหมด อยู่ที่ 42-45 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อย ดังนั้นประชาชนอย่าตกใจที่น้ำในเขื่อนจะต้องเหลือไว้บ้าง เพราะตัวเลข 40-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นระดับปกติที่น้ำจะต้องเก็บไว้
นายปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับฤดูฝนที่จะมาถึงนั้น จุดที่เน้นก็คือน้ำในเขื่อนเป็นเรื่องสำคัญ ทุกฝ่ายต้องมีมาตรการขับเขื่อนได้ ซึ่งในที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเสนอแผนปรับปรุงบริหารจัดการน้ำแล้ว ก็คงจะมีการวางแผนเตือนภัยอย่างใกล้ชิดต่อไป อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีความเห็นตรงกันแล้ว กทม.ก็มารับรับรู้รับฟังในการงานแล้ว แม้จะมีการถกเถียงในที่ประชุมกันบ้างแต่ก็ถือว่าได้ข้อสรุปที่ต้องเดินหน้าแล้ว
“นิวัฒน์ธำรง”อ้าง“สุเมธ”งานยุ่งไม่ร่วมประชุม
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนย.บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ส่วนกรณีที่ ดร.สุเมธ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมนั้น ท่านเคยบอกแล้วงานไม่ว่างก็มาไม่ได้ แต่ท่านไม่ได้งอนอะไร
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ที่ประชุม กยน.ได้คุยถึงแผนปฏิบัติการที่จะเดินทางไปติดตามงาน ตามโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งทางส่วนราชการได้ทำแผน ขณะที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากงบคณะกรรมการเพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากุทกภัย (กฟย.) และสร้างสิ่งเสียหายให้กลับคืน120,000 ล้านบาท ได้อนุมัติไปเกือบ 80,000 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นทางจังหวัดได้ทำโครงการไปแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อทบทวนแผนงานและติดตามว่าทำไปถึงไหนแล้ว ติดขัดอะไรหรือไม่ และทางรัฐบาลจะช่วยอะไรได้อีก เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันน้ำท่วมดียิ่งขึ้น พร้อมกันนี้จะเป็นการไปดูแผนงานรวมทั้งหมด ตั้งแต่สมัย กฟย.และกยน.ที่ทำเพิ่ม 18,000ล้านบาท รวมถึง 350,000 ล้านบาทด้วย เพื่อให้เห็นการแก้ปัญหาองค์รวมทั้งหมด
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีและคณะจะเริ่มเดินทางไปที่เขื่อนสิริกิตติ์เป็นจุดแรก โดยการติดตามงานจะแบ่งเป็น 4 ตอนหลัก ตอนแรกเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องการปลูกป่า ทำฝายแม้วและดูระบบนิเวศต่างๆ รวมถึงโครงการพระราชดำริ เพื่อชะลอน้ำด้านบน จากนั้นจะดูเรื่องการระบายน้ำตามเขื่อนต่างๆ ทั้งนี้การทำงานจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน โดยตอนแรกนายกรัฐมนตรีจะไปดูงาน ซึ่งคณะทำงาน และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้มีการเตรียมงานไว้ก่อนแล้ว ทั้งนี้ในพื้นที่ต้นน้ำ ในจ.อุตรดิตถ์ และจ.พิษณุโลก จะมาร่วมเวิร์คช็อปกัน เพื่อจัดทำแผนของแต่ละจังหวัดให้ละเอียด โดยมีส่วนราชการกลาง เข้าไปดูอีกชั้น เพื่อให้แผนการดำเนินงานสมบูรณ์ จากนั้นจะนำผลงานจากการเวิร์คช็อปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกนย. ต่อไป และจะมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนและประชาชนรับทราบถึงผลจาการดูต้นน้ำ
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวต่อว่า จากนั้นจะลงพื้นที่ต่อเพื่อไปดูอ่างเก็บน้ำบางระกำและลงมาจ.นครสวรรค์ เพื่อดูพื้นที่กลางน้ำ ตั้งแต่จ.พิจิตร ไล่ลงมาถึงจ.ชัยนาท โดยจะดูการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมถึงประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ประตูน้ำพลเทพ ส่วนที่จ.ลพบุรี จะมีการทำแผนเผชิญเหตุ เพื่อรับมือกับอุทกภัย จากนั้นจะลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดูนิคมอุตสาหกรรม และโบราณสถานและผลกระทบชาวบ้านจะแก้ปัญหาอย่างไร พร้อมทั้งจะดูพื้นที่รับน้ำ 2 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการศึกษาและดูสถานที่ไว้แล้ว โดยจะมีพื้นที่รับน้ำใหญ่ๆประมาณ 2-3 จุด นอกนั้นจะเป็นพื้นที่เล็กๆอีกหลายจุด รวมทั้งจะมีการหารือถึงมาตรการเยียวยา ที่อาจต้องคุยกับชาวบ้านและตัวแทนภาคอุตสาหกรรมด้วย ทั้งหมดคือพื้นที่ปลายน้ำตอนบน ส่วนพื้นที่ปลายน้ำตอนล่าง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ฉะเชิงเทรา ตรงนี้จะดูเรื่องของการผลักดันน้ำ ระบายน้ำ
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือกันถึงการระบายน้ำในเขื่อน ซึ่งคณะกรรมการระบายน้ำมีแผนงานอยู่แล้ว โดยประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีการระบายน้ำทุกวันตามแผนงาน ซึ่งจะทำให้น้ำลดลงเรื่อยๆ คาดว่าจะต่ำกว่าระดับน้ำในเขื่อนปีที่แล้ว ส่วนการประเมินสถานการณ์น้ำนั้น ตรงจุดเขื่อนสิริกิตติ์ ที่จ.อุตรดิดถ์ จะมีการสรุปพยากรณ์น้ำด้วย อย่างไรก็ตามการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นการดูพื้นที่จริงและการจัดเวิร์คช๊อปคู่ขนานกัน โดยแบ่งรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกเป็นสองทีม เพื่อการทำงานที่สมบูรณ์
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่รัฐบาลจะดูแลสถานการณ์น้ำครั้งต่อไปได้ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ถ้าน้ำเท่าปีที่แล้ว สภาพต้องดีขึ้นกว่าปีที่แล้วแน่นอน แต่เราไม่รู้น้ำจะมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้าเราโชคดีน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วน่าจะดีกว่าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ แต่จะมีการพยากรณ์กันที่ จ.อุตรดิตถ์ ทั้งนี้การพยากรณ์ไม่แน่เสมอไป อาจแค่ใกล้เคียง
“ปลอดประสพ”เตรียมทำคลอด "กนอช." บูรณาการเต็มรูปแบบ
นายวิเชียร ชวลิต เลขาธิการ กยน. กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงเรื่องการพยากรณ์และการเตือนภัย ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รับไปทำก่อนหน้านี้ นายปลอดประสพก็ได้มารายงานว่ามีการออกแบบระบบการแจ้งเตือน เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถือเป็นการติดตามว่าแผนในระยะเร่งด่วนทุกเรื่องมีความคืบหน้ามากน้อยขนาดไหน ทั้งยังมีการพูดถึงการลงพื้นที่ติดตามงานของนายกฯ ระหว่างวันที่13-17 ก.พ.นี้ด้วย โดยงานที่จะไปติดตามก็อยู่ในงบประมาณ 17,000 ล้านบาท ที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ และบูรณาการกับพื้นที่ต่างๆ ให้แต่ละจังหวัดได้มาคุยพร้อมๆกัน ทั้งในส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยในส่วนของต้นน้ำก็จะมาดูเรื่องของป่า กลางน้ำก็เป็นระบบระบาย ส่วนปลายน้ำที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือตอนบน ใต้เขื่อนเจ้าพระยาลงมาถึงอยุธยา ที่จะดูในรอบนี้เลย ส่วนปลายน้ำตอนล่าง ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ จะมีการจัดลงพื้นที่อีกครั้ง เพราะรายละเอียดค่อนข้างมาก
สำหรับกรณีการตั้ง คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) นั้น นายชวลิตกล่าวว่า คาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่7 ก.พ.นี้ได้ โดย กนอช.จะเป็นเหมือนบอร์ดบริษัท และจะมีสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) เป็นผู้รับนโยบายนำไปปฏิบัติ โดยจะทำไปพร้อมกันระหว่างการออกระเบียบ ครม.เพื่อตั้งเป็นเบื้องต้น และดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 โดยเฉพาะในมาตรา 31 เพื่อปรับปรุงการใช้อำนาจใหม่ เพราะเดิมมาตรา 31 ใช้ได้อำนาจได้เฉพาะเมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว ซึ่งยังมีขั้นตอนอีกหลายส่วน ระหว่างนี้ให้มีองค์กรผ่านการใช้ระเบียบสำนักนายกฯไปพลางก่อน