วิวาทะในชุมชนออนไลน์ กรณีการเสนอขอแก้ไขมาตรา 112 ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวล ด้วยเกรงว่าจะเกิดการปะทะกันของผู้คน "สองขั้วความคิด" เหมือนเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 36 ปีที่แล้ว
สำหรับผมแล้ว กลับไม่คิดว่าสถานการณ์จะบานปลายกลายเป็นคืนวันฝันร้ายดังที่ใครประเมินไว้ เพราะบริบททางสังคมต่างกันพอควร คู่ความขัดแย้งต่างฝ่ายต่างก็มีความเป็นอิสระในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง
ย้อนไปในอดีต ขบวนการนักศึกษา-ประชาชน มีความหลากหลายในความคิดอ่านทางการเมือง มีทั้งอนุรักษนิยม เสรีนิยม และสังคมนิยม เฉพาะสังคมนิยมยังแยกย่อยออกไปอีกหลายสายพันธุ์ความคิด
จะว่าไปแล้ว กระแสความคิดแบบซ้ายในหมู่นักศึกษานั้น มีมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งมันก่อตัวใน "กลุ่มอิสระ" ภายในมหาวิทยาลัยของรัฐ อาทิ ธรรมศาสตร์ รามคำแหง จุฬาฯ และมหิดล
แม้แต่การชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลถนอมปล่อยตัว "กลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ" ในธรรมศาสตร์ ก็ดำเนินการโดยนักศึกษากลุ่มอิสระ และองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ ซึ่งเวลานั้น "ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" (ศนท.) เข้ามาร่วมในตอนหลัง และมีบทบาทในการนำการเดินขบวนใหญ่
กระแสความคิดแบบซ้ายของนักศึกษารุ่นโน้น ไม่ใช่แบบคอมมิวนิสต์ มันมีหลายยี่ห้อมาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า "ความคิดเหมา" มีอิทธิพลต่อนักศึกษาบางกลุ่ม และช่วงหลังๆ ถึงขั้นมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เข้ามาชี้นำการเคลื่อนไหวแบบปิดลับ
ข้างฝ่าย "พลังปีกขวา" กลุ่มจัดตั้งของฝ่ายรัฐ ก็มีหลายกลุ่ม และตั้งป้อมต่อต้านศูนย์นิสิตฯ และองค์กรนักศึกษาปีกซ้าย
กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นองค์กรจัดตั้งโดยรัฐที่ใหญ่โตที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มนวพล และกลุ่มกระทิงแดง ซึ่งทุกกลุ่มมีอุดมการณ์พิทักษ์ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์"
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง "ไทยอาสาป้องกันชาติ" (ทส.ปช.) ในเขตชนบทสีแดง-สีชมพู หรือเขตอิทธิพลของ พคท. โดยมีการติดอาวุธปืนลูกซองให้แก่กองกำลังชาวบ้านด้วย
เชื่อว่าสมาชิกลูกเสือชาวบ้าน หรือไทยอาสาป้องชาติเมื่อวันวานในภาคอีสานและภาคเหนือ มีมากกว่า 80% เป็น "คนเสื้อแดง" ในวันนี้
เหตุที่เชื่อเช่นนั้น ก็สืบเนื่องจากอวสานสงครามเย็น ส่งผลให้องค์กรจัดตั้งดังกล่าวสลายตัวไปตามกระบวนการทำงานของภาครัฐ และ "สงครามบริโภคนิยม" ก็เข้ามาแทนที่สงครามการเมือง การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตสะดวกสบายไม่ต่างจากคนเมือง ค่อยๆก่อรูปการจิตสำนึกใหม่ที่ไม่ยึดติด "จารีต" สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ
ส่วนกลุ่มปกป้องสถาบันในปัจจุบัน พวกเขาจำนวนไม่น้อยเติบโตมาในยุคแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง และซึมซับวิถีประชาธิปไตยแบบไทยสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมถึงหลักคิดเรื่องธรรมาภิบาลสังคม ที่แพร่หลายควบคู่ไปกับแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม
ที่สำคัญ ฝ่ายรัฐไม่ได้เป็นฝ่ายจัดตั้งพวกเขา มันเป็นองค์กรภาคประชาชนแบบหนึ่ง ซึ่งมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบไทย ก่อรูปขบวนความคิดคล้ายกลุ่มต้านทุนโลกาภิวัตน์ในสหรัฐ
ฉะนั้นใครที่คิดว่า การแสดงพลังของกลุ่มผู้จงรักภักดีจะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่คิดต่างกัน ด้วยความรุนแรงชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันคงไม่เกิดขึ้น
เท่าที่ตรวจสอบข่าวสารจากอีกด้านของความขัดแย้ง ก็ทราบดีว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ฝ่ายเสนอแก้ไขมาตรา 112 คงต้องถอย และฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ คงต้องใช้กลยุทธ์ "ราฟืนราไฟ" เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำให้แก่อีกฟากฝ่ายหนึ่ง ที่ฉวยโอกาส "สุมฟืนเร่งไฟ"
หากการต่อสู้ของสองฝ่ายยังอยู่ในกรอบสงครามความคิด ภาพหลอนของอดีตก็คงเป็นแค่ภาพเลือนที่เลื่อนลับ