เรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องง่าย เรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องยาก อันนี้บางทีก็คงจะต้องเข้าใจกันในหลายๆ ฝ่าย อย่างกรณีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาห้ามนิติราษฎร์เคลื่อนไหวในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายหมิ่นฯ นั่นแหละครับ
ในฝั่งของผู้บริหารเองก็น่าจะมีแรงกดดันอยู่พอสมควร แต่ก็นั่นแหละครับ การได้เป็นผู้บริหารก็คงจะต้องมีภารกิจในการเผชิญหน้ากับแรงกดดันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในระดับการเป็นอธิการบดีนั้น ก็คงจะต้องโดนมากหน่อย เพราะว่าตำแหน่งอธิการบดีนั้นคงไม่ใช่ตำแหน่งที่ตกทอดกันของแก๊งก๊วนไหน คนที่รับตำแหน่งจึงต้องเผชิญกับภารกิจที่จะต้องนำพาสถาบันก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความขัดแย้งนั้นจะเป็นความขัดแย้งที่แท้ หรือเป็นความขัดแย้งที่ถูกผลักให้เกิดโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ในฐานะที่เป็นคนนอก ผมก็ขอเอาใจช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถตกลงกันได้ ผมเลือกที่จะแสดงความคิดเห็นแบบนี้มากกว่าที่จะมองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างโน้น เพราะผมก็มีอาชีพเป็นนักวิชาการเหมือนกันท่ามกลางอาชีพอื่นๆ ที่เป็น และแทนที่จะวิจารณ์ผู้บริหารธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง ผมก็คิดว่าถ้าทำเช่นนั้นผมก็อาจจะถูกถามเช่นกันว่า ผมจะเคลื่อนไหวแบบเดียวกันในมหาวิทยาลัยที่ผมสังกัดหรือไม่
และในอีกด้านหนึ่ง อย่างน้อยที่ผ่านมา ทางผู้บริหารธรรมศาสตร์ก็ได้แสดงออกในการปกป้องนักศึกษาของเขาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นทางการเมืองเช่นกัน (กรณี น.ส.ก้านธูป เป็นต้น)
สรุปว่าในด้านบวก ทางผู้บริหารเขาคงไม่ได้คิดที่จะยับยั้งเสรีภาพในการแสดงออกโดยตรง เพราะไม่ได้ปรากฏประเด็นเรื่องการเล่นงานในเชิงวินัย แต่น่าจะหมายถึงการคำนึงถึงความปลอดภัยในตัวของนักศึกษาเสียมากกว่า หากมีเหตุการณ์อื่นๆ แทรกซ้อนขึ้นมา เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นก็เคยมีมาในอดีต
แต่การให้เหตุผลแบบนี้ก็อาจจะถูกโต้แย้งได้เช่นกัน เพราะว่าในอดีตนั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เปิดพื้นที่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากทุกฝ่าย และก็มีนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาอาจจะไม่มีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมอย่างเป็นทางการในฐานะแกนนำ (แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็เคยมีบทบาทชี้นำการเคลื่อนไหวอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะในกรณีมาตรา 7 เป็นต้น)
เอาเป็นว่าสำหรับผม ตราบใดที่นิติราษฎร์ไม่โดนเล่นงานในเชิงวินัย หรือห้ามสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ผมก็คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์วันนี้ยังอยู่ในภาวะที่เป็นภาวะทางการเมืองที่รับได้ (จะเรียกว่าทีใครทีมัน หรือการเมืองก็คือการฉวยจังหวะ-โอกาส ก็น่าจะได้ บางคนอาจจะบอกว่าไม่แฟร์ แต่การเมืองก็ต้องมีแบบนี้กันเล็กๆ น้อยๆ เพราะคนทำก็เสียด้วย ไม่ใช่ได้อย่างเดียว) แม้ว่าจะไม่ถูกใจของคนทุกฝ่ายและที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่ทาง ครก.112 ไม่มีภาวะผู้นำเท่ากับนิติราษฎร์ที่อ้างว่าตนนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของ ครก.112
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงก็คือ โลกสมัยนี้มันมีความซับซ้อนอยู่มาก ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นี่แหละครับ กล่าวคือ การถ่ายทอดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยออกไปสู่โลกภายนอกนั้น บางทีก็ทำให้พรมแดนของความเป็นมหาวิทยาลัยกับพื้นที่นอกมหาวิทยาลัยนั้นคลุมเครือ เพราะในบางกรณีนั้น เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงออกนั้นไม่ได้มีความทาบซ้อนกันพอดี กล่าวคือ เสรีภาพทางวิชาการนั้น ในหลายสังคมนั้นเขาหมายถึงเสรีภาพในการแสวงหาความรู้ ซึ่งสถาบันการศึกษาจะต้องรองรับสิ่งนี้ แต่ในบางสังคมนั้นเขามองว่าเสรีภาพตัวนี้ไม่เท่ากับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น อันเป็นรากฐานประชาธิปไตย
โดยอุดมคตินั้นเสรีภาพทั้งสองส่วนนั้นน่าจะทาบซ้อนกันพอดี แต่หลายกรณีเขาก็มองว่าเสรีภาพทางวิชาการนั้นขึ้นกับกฎเกณฑ์ขององค์กรนั้นๆ เป็นหลักด้วย ดังนั้นก็ขึ้นกับตัวผู้บริหารองค์กรนี่แหละครับ ในกรณีที่องค์กรนั้นเป็นองค์กรเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ถ้าองค์กรนั้นเป็นสถาบันสาธารณะก็คงจะต้องมีลักษณะที่ทาบซ้อนกันมากขึ้นครับ