เหตุ'เด็กนาย'แบ่งงานคค.ไม่ลงตัว

'ขุมทรัพย์การรถไฟ' เหตุ'เด็กนาย'แบ่งงานไม่ลงตัว : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

                กระทรวงคมนาคม ถูกจับตามองเป็น "กระทรวงเกาเหลา" ในเรื่องสัมพันธภาพของ "รัฐมนตรี" ไปเสียแล้ว
 
               ครั้งนี้เปลี่ยนคน แต่ "เก้าอี้ตัวเดิม" คือ "จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
 
               ขณะที่ในอดีตสมัย "พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็มีปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับ 2 รัฐมนตรีช่วยในขณะนั้นคือ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" และ "กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์" ที่ไม่พอใจการบริหารงานของ "สุกำพล"
 
               โดยเห็นว่า "สุกำพล" นอกจากแบ่งงานให้ทำเพียงเล็กน้อยแล้ว เมื่อมอบหมายงานจะไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ผู้ปฏิบัติงาน เหมือนไม่ให้ความสำคัญต่อ รมช.ทั้งสอง
 
               จนทำให้ "ชัจจ์" ต้องบินตรงไปฮ่องกง เพื่อพูดคุยกับ "ทักษิณ ชินวัตร" เพื่อปรึกษาแนวทางการทำงานและอุปสรรคปัญหาการทำงานภายในกระทรวงคมนาคม
 
               และปัญหาระหว่าง "จารุพงศ์" กับ "ชัจจ์" ครั้งนี้ จุดเริ่มต้นก็มาจากเรื่องการ "แบ่งงาน" ให้รัฐมนตรีแต่ละคนกำกับดูแล ทำท่าจะกลายเป็นต้นเหตุให้ "รัฐมนตรี" เริ่มจะ "ไม่มองหน้า" กันซะแล้ว
 
               ทั้งที่เพิ่งผ่านการปรับคณะรัฐมนตรีมาเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น
 
               โดยก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องการแบ่งงานภายในกระทรวงคมนาคมว่า "จารุพงศ์" แบ่งงานโดยในส่วนของตัวเองกำกับดูแล กรมทางหลวง, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย, บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัทโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด
 
               ขณะที่ "ชัจจ์" กำกับดูแล กรมทางหลวงชนบท, กรมเจ้าท่า, การท่าเรือแห่งประเทศไทย และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
 
               ส่วน "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, กรมการบินพลเรือน, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, สถาบันการบินพลเรือน บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัท บขส.จำกัด
 
               ปัญหาที่ทำให้มองหน้ากันไม่สนิทมาจากการแบ่งงานคือในส่วนของ "การรถไฟแห่งประเทศไทย" (ร.ฟ.ท.) ที่ในสมัย "สุกำพล" ได้มอบหมายให้ "ชัจจ์" ไปกำกับดูแล จนสร้างผลงาน "ชิ้นโบแดง" ด้วยการเอาตลาดนัดจตุจักรคืนมาจาก "กรุงเทพมหานคร" เพื่อมาให้ "การรถไฟแห่งประเทศไทย" บริหารเอง
 
               แม้ว่าจะมีคำถามเรื่องการบริหารงานที่ปัจจุบัน "การรถไฟฯ" ยังไม่เข้าไปบริหารได้เองเต็มร้อยก็ตาม
 
               แต่เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่โดยปรับเปลี่ยน "1 รัฐมนตรีว่าการกับ 1 รัฐมนตรีช่วย"
 
               ขณะที่ "ชัจจ์" ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ "รมช.คมนาคม" ตัวเดิมแต่กลับถูก "ฉกผลงาน" ไปต่อหน้าทั้งที่กำกับดูแลมาตั้งแต่ต้น
 
               จึงเป็นเรื่องปกติวิสัยที่จะทำให้ "ชัจจ์" ไม่พอใจหลังมีการแบ่งงานกันใหม่แต่ไม่ได้กำกับดูแลหน่วยงานเดิมอย่างต่อเนื่อง
 
               ที่สำคัญ "ตลาดนัดจตุจักร" ถือเป็น "ขุมทรัพย์" ที่มีแนวโน้มในการสร้างรายได้มหาศาลให้แก่การรถไฟฯ ในอนาคต
 
               การเจรจาแบ่งงานระหว่างรัฐมนตรีจนถึงเวลาค่ำมืดของวันที่ 30 มกราคม แรกๆ ก็มีทีท่าจะได้ข้อยุติโดยจะให้ "การรถไฟฯ" กลับไปอยู่ที่ "ชัจจ์" ดังเดิม
 
               จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 31 มกราคม "จารุพงศ์" ให้สัมภาษณ์ว่าจะนำปัญหาเรื่องการแบ่งงานไม่ลงตัวไปหารือกับ "นายกรัฐมนตรี" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี
 
               จนกระทั่งหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่มีการลงนามในคำสั่งแบ่งงานแต่อย่างใด
 
               แน่แปลกใจว่าการบริหารงานใน "กระทรวงคมนาคม" เป็นการบริหารงานโดย "คนของพรรคเพื่อไทย" แบบเบ็ดเสร็จทุกตำแหน่งตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการจนถึงรัฐมนตรีช่วย แต่ทำไมการบริหารงานจึงเกิดปัญหา
 
               หากมาวัดจากกำลังของทั้งสองคนถือว่าเป็น "เด็กนาย" ด้วยกันทั้งคู่ "ชัจจ์" มาจากโควตากลาง สายจันทร์ส่องหล้า และมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนเสื้อแดง
 
               ขณะที่ "จารุพงศ์" ก็ไม่ธรรมดา ถือเป็น "โควตากลาง" สาย "พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ" ดีกรีเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชาชน และต่อมาได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ได้มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการพรรคเพื่อไทย"
 
               "จารุพงศ์" มีชื่อปรากฏอยู่ในโผ "ครม.ปู1" เกือบได้รับตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน"
 
               เมื่อการแบ่งงานมีความเห็นไม่ตรงกัน "จารุพงศ์" เองก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่หรือนายกรัฐมนตรีเป็นคนช่วยตัดสิน เพราะที่ผ่านมาเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาจึงต้องหาคนกลางมาช่วยในการเจรจา
 
               แม้ว่าตั้งแต่ "จารุพงศ์" รับตำแหน่งได้มีสัญญาใจกับ 2 รัฐมนตรีช่วยกับปลัดกระทรวงคมนาคม ทุกวันทำการตั้งแต่เวลา 08.30-09.30 น.ทั้ง 4 คน จะมานั่งรับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อพูดคุยถึงการทำงานและสร้างความสนิทสนมต่อกัน
 
               แต่พลันเมื่อมีการแบ่งงาน ความสัมพันธ์และสัญญาใจทำได้ แต่อาหารและการพูดคุยรสชาติคงกร่อยลิ้น
 
               "จารุพงศ์" เห็นว่า การแบ่งงานตราบใดถ้ายังไม่มีการลงนามก็ถือว่ายังสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ และเห็นว่าเรื่องนี้ในอดีตเคยเกาเหลามาแล้ว ถ้าวันนี้จะเกาเหลาอีกก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่
 
               ขณะที่ "ชัจจ์" เองก็คงไม่ยอมเสีย "ผลงานชิ้นโบแดง" ที่ปั้นมากับมือ ยกให้คนอื่นได้โดยง่าย !
 
               ดังนั้น การแย่งกันกำกับดูแล "การรถไฟ" ครั้งนี้สุดท้ายจะตกเป็นของใครคงต้องจับตาดูเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายจะยกขึ้นมาอ้าง เพื่อผู้ใหญ่รับฟังแล้วฉีกยิ้มได้มากกว่ากัน
 
               แต่แน่นอนย่อมมีคนหนึ่งผิดหวัง !

.............

(หมายเหตุ : 'ขุมทรัพย์การรถไฟ' เหตุ'เด็กนาย'แบ่งงานไม่ลงตัว : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)