31 ม.ค.55 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานปิดล้อมรถกะบะยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัยจนมีประชาชนถูกยิงเสียชีวิต 4 ศพที่อ.หนองจิก จ.ปัตตานีว่าได้ให้กองทัพภาคที่ 4 สอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งสถานที่เกิดขึ้นเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นช่วงกลางคืน และก่อนจะมีการปะทะ ได้มีการยิงกระสุนทั้งเอ็ม 79 และปืนเอ็ม 16 เข้ามาในฐานทหารพราน ซึ่งได้มีการปฏิบัติการตามแผนยุทธการว่า เมื่อไรที่มีการปฏิบัติต่อที่หมาย กำลังในพื้นที่ต้องตอบโต้และจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้ เจ้าหน้าที่จึงมีการไล่ล่าติดตาม มีการตั้งจุดสกัด แล้วไปเจอรถคันหนึ่งวิ่งมาโดยมีอาการพิรุธ แต่ด้วยตกใจหรืออะไรไม่ทราบ แต่ประเด็น คือ มีการใช้อาวุธต่อกัน ดังนั้นต้องไปตรวจสอว่า มีการยิงโต้ตอบกันหรือไม่
ทั้งนี้หากคนดังกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์ อาจไม่เข้าใจคำสั่งหรือคำถามที่มีการสั่งให้หยุดจึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ตอนนี้ตนยังยืนยันไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ถ้าเกิดความเข้าใจผิดต้องมีการชดใช้และเยียวยา รวมถึงต้องลงโทษ ทั้งนี้ตนไม่กำหนดระยะเวลาในการสิบสวน แต่จะผิดหรือไม่ผิดต้องมีการเยียวยา และทำความให้ประชาชนมีความเข้าใจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องให้เครดิตทหาร เพราะเขาทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอดเวลา แต่ถ้าพบว่า เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุต้องมีการชดใช้ เยียวยาและย้าย หรือลงโทษผู้กระทำผิดตามขั้นตอน
“ขอความเห็นใจแก่เจ้าหน้าที่ด้วย เพราะคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนเสียสละ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น โดยฝ่ายตรงข้ามพยายามเปลี่ยนยุทธวิธีในการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่มากขึ้น เขาพยายามทำทุกอย่างให้เกิดผลกระทบโดยรวม เพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน หลังจากเกิดเหตุได้มีการนำกำลังพลที่ถูกกล่าวหาออกนอกพื้นที่ เพื่อให้มีการสืบหาข้อเท็จจริง และเพื่อไม่ให้มีผลต่อการสอบสวน ตอนนี้ผมยังไม่บอกว่า ใครผิด ใครถูก กำลังพลที่ทำงานในภาคใต้มี 3-4 หมื่นนาย แต่หากใครผิดต้องว่าไปตามผิด ซึ่งเรามีทั้งมาตรการลงโทษ ชดเชย อย่าเอาทุกอย่างมาโยงกัน เพราะจะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดความซับซ้อน ซึ่งผู้ก่อความไม่สงบต้องการสร้างความหวาดกลัว โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับผู้บริสุทธ์ในหลายครั้ง เพราะเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอ และจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อต้องการให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่บาดหมางกันมากที่สุด ดังนั้นต้องช่วยกัน การจะใช้ความรุนแรงกับผู้บริสุทธ์ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะเกิดขึ้นคงเกิดจากความเข้าใจผิด
ส่วนการจะประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึง เพราะเราไม่อยากใช้กฎหมายพร่ำเพรื่อ และไม่อยากให้สถานการณ์บานปลายรุนแรงจนขยายไปต่างประเทศ การแก้ปัญหาต้องสร้างความเข้าใจ หากทำไม่ได้จะทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางสื่อให้ประชาชนกลับบ้านก่อนค่ำมืด เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจ ไม่อยากโทษใคร แต่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการ ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่เกิดเหตุแล้ว นายกรัฐมนตรีได้ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อมายังตนว่า ขอให้กองทัพบกตรวจสอบให้ชัดเจนและดูแลเยียวยาประชาชนให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งตนเรียนว่า กองทัพได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งนี้รัฐบาลมีความเข้าใจ ถ้าเราเอากำลังพลไปต่อสู้กับผู้ก่อเหตุ ตนคิดว่า ไม่นาน แต่มันทำไม่ได้ เพราะพวกนี้ปะปนอบยู่กับประชาชน เราจึงเน้นหนักด้านการข่าวและกฎหมายตามปกติ แต่ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้เราใช้ความรุนแรง เราก็อย่าไปตกหลุมพราง และอย่าทำให้เกิดปัญหาขึ้น ตนไม่อยากให้สถานการณ์ขยายออกไป
“ถ้าฝ่ายโน้นใช้มีดหรืออีโต้ ผมไม่ว่าหรอก แต่เขาใช้อาวุธยิงเจ้าหน้าที่ตายเหมือนกัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องระวังตัว และต้องป้องกันตัว ทางที่ดีต้องเข้าใจทั้งสองฝ่าย ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดความร่วมมือกันให้ได้ ถ้าทุกคนยังต้องการความปลอดภัย แต่ไม่ต้องการระเบียบ และไม่ต้องการทหาร อยากให้ตอบว่า จะได้หรือไม่ อย่างกรุงเทพฯจะไม่มีตำรวจได้หรือไม่ ถ้าได้จะได้ให้ทหารกลับ อย่าเอาทุกเรื่องมาเป็นประเด็น ผมชี้แจงด้วยเหตุด้วยผล ไม่เข้าข้างผู้ใต้บังคับบัญชา ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ได้ปกป้อง อยากให้เจ้าหน้าระมัดระวังในการใช้อาวุธ เพราะทุกครั้งไม่อยากให้เกิดเหตุขึ้น ทั้งนี้ทุกรัฐบาลมีการปรับมาโดยตลอด ซึ่งไม่มีวิธีการอย่างอื่น นอกจากยอมแพ้เขา หรือจะยอมแพ้เขา ต้องสู้กันด้วยแนวความคิด ความเข้าใจ และการพัฒนา วันหนึ่งทหารทำงานตั้งแต่เช้ากว่า 3 พันกว่าเหตุการณ์ ทหารทุกคน ทุกพื้นที่ อำเภอทุกหมู่บ้านตื่นแต่ตี 4 ตี 5 ออกไปเพื่อป้องกันชาวบ้าน ลาดตะเวนดูแลพระครู แต่เมื่อเขาใช้อาวุธต่อฝ่ายเรา เราก็จำเป็นต้องตอบโต้ แต่บางครั้งอาจเกิดความเข้าใจผิด เพราะมีการใช้อาวุธจำนวนมากในพื้นที่ ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นผู้เริ่มใช้อาวุธทุกครั้ง ไม่ได้บอกว่า ผมปัดความรับผิดชอบ ไม่ว่า เจ้าหน้าที่หรือประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายถือเป็นประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นจะทำอย่างไรไม่ให้ขัดแย้งกัน และดูแลว่า แก้ไขปัญหาอย่างไร ภายใต้กฎหมายไทยที่มีอยู่ ในอดีตที่ผ่านมีคนปลุกปั่นเพียงไม่กี่คน เขาใช้อาวุธสู้เราไม่ได้ เขาก็ใช้อาวุธมาสู้ ตราบใดที่ยังมีคนหัวรุนแรงก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงชี้แจงว่า พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นจะตรวจสอบว่า เป็นการดำเนินการตามกฎการใช้กำลังของทหารหรือไม่ หรือเป็นการทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่โดยดูสถานการเฉพาะหน้าในช่วงเวลานั้นเป็นส่วนประกอบ ทางกองทัพยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากผลสอบสวนออกมาว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่พร้อมจะลงโทษอย่างถึงที่สุดรวมถึงการเยียวยาผู้เสียหาย สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา มีการส้างสถานการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ การวางระเบิดหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริสุทธิ์
“เจ้าหน้าที่ทุกส่วนได้ทำงานและมีผลให้เป็นที่ประจักษ์รวมถึงควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ มั่นใจในเจ้าหน้าที่ทหารว่า เราจะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่ดินแดนใต้อย่างถาวรทหารพรานถือเป็นกองกำลังของกองทัพบกหน่วยหนึ่งซึ่งทางกองทัพบกหวังว่า ด้วยความเป็นคนในพื้นที่ คุ้นเคยกับภูมิประเทศ รู้จักคนในท้องถิ่นรวมถึงเข้าใจวัฒนธรรมประเพณี จะสามารถอุดรอยรั่วงานด้านการข่าว ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพบกขอแสดงความรับผิดชอบและขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ลุกลามบานปลายสร้างให้เกิดความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
ผู้นำศาสนายะลาจี้ผวจ.ปัตตานี เร่งทำความจริงให้ปรากฏ
นายนิมู มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประธานที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดยะลา กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านน้ำดำ ทั้งที่เป็นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยังไม่ทราบชัดเจนว่า เป็นการกระทำในลักษณะใด ซึ่งเหตุกที่เกิดขึ้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีจะต้องประสานงานหน่วยงานตำรวจ ทหารในการตั้งณะกรรมการตรวจสอบและชี้แจงแก่ประชาชนให้ทราบโดยเร่งด่วนว่าเหตุการณ์เกิดจากการเริ่มต้นอย่างไร การยิงกราดเข้าฐานที่ตั้งของทหารพรานสถานที่ใด เวลาใด ห่างจากสถานที่มีการยิงรถกระบะเท่าไหร่ ลักษณะใด รวมทั้งข้ออ้างในการเล่าลืออย่างกว้างขวางในขณะนี้ว่า เป็นรถกระบะบรรทุกชาวบ้านจำนวน 9 คน เป็นชายสูงวัยกับเด็กอายุ 16-17 ปี เพื่อไปร่วมละหมาดให้แก่คนตายจริงหรือไม่ จะไปที่ใด ทำไมไปเส้นทางนี้ มีอาวุธบนรถกระบะจริงหรือไม่
นายนิมุ กล่าวว่า ประเด็นคำถามคำตอบปัญหาจากเสียงที่เล่าลือ รวมทั้งการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และภาพต่างๆจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ หนักหรือเบา มากหรือน้อย คงจะต้องทำให้ประจักษ์แก่สายตาประชาชนผ่านสื่อให้ชัดแจ้ง โดยเร่งด่วนก่อนที่จะบานปลาย
"ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องตระหนักในความเป็นจริงและการทำความเข้าใจ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ถูกและผิด" นายนิมุ กล่าว