30ม.ค.2555 ที่กระทรวงมหาดไทย นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทยฝ่ายการเมือง แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย(กฟย.) ว่า เบื้องต้นสำหรับการจ่ายเงินเยี่ยวยาผู้ประสบอุทกภัย 5,000 บาท จำนวน 621,355 ครัวเรือน เป็นวงเงิน 3,100 ล้านบาท ซึ่งในงวดแรกนั้น ทาง กทม.ได้ส่งตัวเลขให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพียง 226,000 ครัวเรือน โดยภายหลังทาง กทม.ได้มีการของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประชาชนอีก 467,800 ครัวเรือน โดยคิดเป็นเงินจากเดิม 3.1 พันล้านบาท เพิ่มอีก 2.2 พันล้านบาท รวมแล้วกว่า 5.5 พันล้านบาทและจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 31 ม.ค. ทั้งนี้ ถือว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวยังล่าช้าอยู่มาก ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ากทม.มีประชากรจำนวนมาก หรือขั้นตอนบางอย่างติดขัดในระดับเจ้าหน้าที่ หรือสำนักงานเขต ทำให้จ่ายได้ไม่ทั่วถึง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
นายประชา กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเสร็จ ให้ทางผู้อำนวยการเขตทุกเขตรีบส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับเงิน 5,000 บาท ให้ทาง ปภ. เพื่อส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณ และธนาคารออมสิน ต่อไป โดยต้องดำเนินอย่างเร่งด่วน ภายใน 45 วัน ตามกรอบของทาง กทม.ที่ขอให้ขยายเวลาออกไป อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กฟย. วันนี้ (30 ม.ค.) ได้อนุมัติให้ขยายเวลาส่งชื่อผู้ที่ได้เงิน 5,000 บาท ออกไปอีก 45 วัน ขณะที่ทางสำนักงบประมาณแจ้งว่า เงินงบประมาณพร้อมจ่ายประชาชนอย่างแน่นอน
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงมติของกฟย.ที่ให้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วม ที่ผ่านคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต(กคช.) ที่มีพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯ เป็นประธาน รวมถึงคณะกรรมการชุดอื่นๆ ให้ผ่านมายังกฟย.เพียงอย่างเดียว เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณสะดวก และรวดเร็วมากขึ้น
นายประชา กล่าวอีกว่า ในส่วนของการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน กรณีอุทกภัยทั่วประเทศนั้น ขณะนี้คืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว ซึ่งคาดว่าจะจ่ายครบทั้งหมดตามกรอบระยะเวลาที่ขยายเพิ่มในอีก 30 วันอย่างแน่นอน เหลือแต่เพียงกทม.เท่านั้นที่ยังมีปัญหาอยู่ ส่วนการอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 20,000-30,000 บาท ตามความเสียหายนั้น ยังคงล่าช้าอยู่ เนื่องจากมีขั้นตอนการดำเนินงานค่อนข้างมาก และการจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนของ 5,000 บาทก็ยังไม่ครบถ้วน จึงขอให้ประชาชนอดทนรอเพิ่มเติม
กทม.ขออนุมัติงบ-กรอบเวลาจ่ายเยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม
ทั้งนี้เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ห้องประชุม 1 กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) เพื่อหารือในกรอบการอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับประชาชน ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 31 ม.ค. โดยมีนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในที่ประชุมนายพระนาย สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ขอความเห็นชอบที่ประชุมในการอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากปัญหาอุทกภัยในจังหวัดที่ได้รับประสบอุทกภัยในภาคใต้ จังหวัดที่ประสบปัญหาวาตภัยและดินโคลนถล่ม และจังหวัดที่ขอรับการอนุมัติวงเงินเพิ่มเติม ซึ่งที่ประชุม กฟย.เห็นชอบในการจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าว ในกรอบระยะเวลา 30 วัน แต่เห็นร่วมกันว่าให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไปกำหนดหลักเกณฑ์กรณีวาตภัย หรือลมกรรโชกแรงว่าอยู่ในระดับใดจึงสามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือได้ พร้อมทั้งได้อนุมัติให้นำเงินจาก 9 จังหวัดที่ไม่เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือ จากเกณฑ์เดิมที่จ่ายเงินช่วยเหลือทั้งหมด 62 จังหวัด เหลือ 53 จังหวัด และนำเงินส่วนดังกล่าวไปช่วยเหลือจังหวัดที่ขอเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม จังหวัดที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ และจังหวัดที่ประสบกับวาตภัยและดินถล่มแทน
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เสนอขอเพิ่มวงเงินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 5,000 บาท อีก 2.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวน 467,887 แสนครัวเรือน และขอขยายระยะเวลาไปอีก 45 วัน เพิ่มเติมจากเดิมที่ขออนุมัติไปแล้ว 621,355 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม พบว่ากทม.ได้จ่ายให้กับประชาชนไปเพียง 262,547 ครัวเรือน
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า อยากให้ กฟย.ทบทวนการจ่ายเงินให้กับ กทม. เนื่องจากตัว กทม. เอง และสำนักงานเขตไม่มีประสิทธิภาพในการจ่ายเงิน ทำให้ประชาชนยังไม่ได้รับการจ่ายเงินช่วยเหลือจากความล่าช้าของกทม.เองเป็นจำนวนมาก และหากจ่ายเพิ่มไปอีก ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าจะถึงมือประชาชนทัน 45 วันหรือไม่
“ที่ผ่านมาประชาชนเข้าใจมาตลอดว่าเหตุที่ล่าช้าเป็นเพราะรัฐบาลล่าช้า และผู้บริหารกทม.เองก็ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่าเป็นเพราะรอการอนุมัติวงเงินจากรัฐบาล แต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่ารัฐบาลได้อนุมัติไปนานแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่กทม.เอง จึงอยากให้กฟย.เข้าไปดูแล โดยอาจตั้งคณะกรรมการเร่งรัด และตรวจสอบการจ่ายเงินของกทม.ให้รวดเร็วขึ้น” รมว.พัฒนาสังคมฯ กล่าว
นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องจ่ายตามที่กทม.เสนอวงเงินมา เพราะเป็นเรื่องของประชาชนที่เดือดร้อน อย่างไรก็ตามเห็นด้วยที่จะติดตามการจ่ายเงินให้รวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ อยากให้นายประชา เตรัตน์ โฆษกกระทรวงมหาดไทย ไปทำความเข้าใจกับสื่อมวลชน ให้ประชาชนทราบว่าความล่าช้าไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐบาล เพราะโดนตำหนิมามากก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รายงานผลการจัดสรรงบประมาณตามโครงการฟื้นฟูด้านต่างๆ ที่จังหวัดเสนอมายังกฟย.ว่าขณะนี้ยังไม่คืบหน้ามาก เนื่องจากต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุด ทำให้นายยงยุทธไม่พอใจ เนื่องจากได้กำชับไปก่อนหน้านี้หลายครั้ง ซึ่งนายยงยุทธกล่าวต่อที่ประชุมว่าขอให้เร่งรัดการจ่ายเงินโดยด่วน และขอให้จังหวัดรีบทำตามแผนงานโดยเร็ว เนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเริ่มเดินทางลงพื้นที่ตรวจจังหวัดที่ได้รับงบประมาณวันที่ 17 มี.ค.นี้แล้ว ขอให้เร่งนำงบประมาณไปปฏิบัติให้ทันด้วย
อ่างทองจัดทำระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยจากน้ำ
นายวิศว ศะศิสมิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น โครงการระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยจากน้ำ เพื่อให้หน่วยงานราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง รับทราบแนวทางการดำเนินงานโครงการระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยจากน้ำและร่วมเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนจังหวัดอ่างทอง โครงการระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยจากน้ำจัดทำขึ้นเพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา ภูมิศาสตร์ มีโปรแกรมติดตามสถานการณ์น้ำแบบอัตโนมัติและการนำเสนอในรูปแบบของแผนด้านวิกฤตน้ำในช่วงเวลาต่างๆ สถานการณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา จัดทำระบบช่วยตัดสินใจ
สำหรับการบริหารจัดการและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โครงการ และมีการนำเสนอข้อมูล การเตือนภัยสู่สาธารณชน ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและช่องทางอื่นสำหรับผู้เกี่ยวข้อง โครงการระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยจากน้ำ เริ่มศึกษาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรีและอ่างทอง ใช้ระยะเวลา 360 วัน
เพลี้ยระบาดผักปลอดสารพิษเมืองลพบุรี
รายงานข่าวจากจังหวัดลพบุรีแจ้งว่า ที่ตำบลหนองเมือง อำเภอบ้านหมี่ มีการส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวหลังน้ำลด โดยนายชูชีพ อุทะโก เกษตรอำเภอบ้านหมี่ทำการส่งเสริมและจัดหาเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าให้กับเกษตรกร นำไปเพาะปลูกหลังน้ำลด เพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัวให้มีพืชผักเอาไว้รับประทานภายในครอบครัวและเหลือก็จะไปจำหน่าย โดยเฉพาะที่จุดสาธิตการปลูกผักปลอดสารพิษที่ตำบลหนองเมืองและแปลงผักของราษฎรอีกหลายแปลงที่กำลังโดนศัตรูพืชเพลี้ยลงและกัดกินจนใบหงิกงอ
น.ส.สมปอง ประคอง เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชผักสวนครัวหมู่ที่ 2 ตำบลหนองเมืองอำเภอบ้านหมี่ เล่าว่า ได้เพาะปลูกพืชผักสวนครัวไว้ ประมาณ 2 ไร่เศษ ปลูกบวบเหลี่ยม ถั่วฟักยาว มะเขือเจ้าพระยา พริก กวางตุ้ง คะน้า ต้นหอม พอโตขึ้นมามีแมลงศัตรูพืชและเพลี้ยลงในแปลงเพาะปลูก เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกพืชผักสวนครัวโดยรอบเป็นนาข้าว พอมีการฉีดยาปราบศัตรูพืชในนาข้าวบรรดาแมลงต่างๆก็มาลงในแปลงผัก แม้แต่ต้นบวบมีแต่ใบพรุนบวบออกลูกมาก็ไม่โต
“แมลงลงระบาดอย่างหนัก เข้ามาในสวนผักที่ปลูกเอาไว้ ต้องการปลูกเป็นพืชผักอินทรีย์ ไปหาซื้อน้ำส้มควันไม้มาฉีด แม้ราคาแพงก็ไปซื้อ แต่ใช้ฉีดฆ่าแมลงไม่ได้ผล ไม่แน่ใจว่าจะเป็นน้ำส้มควันไม้แท้หรือเปล่า พืชผักที่ปลูกเอาไว้ใบผลเสียหาย แต่ก็จะหาวิธีที่จะกำจัดแมลงในแปลงพืชผักสวนครัวที่มีการสนับสนุนให้ปลูกหลังน้ำลด อีกทั้งไม่ใช่แปลงปลูกผักของตนเองแปลงเดียวมีหลายแปลงที่แมลงศัตรูพืชระบาดทุกคนยังหาวิธีการกำจัดแมลงไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ใช้สารเคมี” น.ส.สมปองเล่าให้ฟัง
นายชูชีพ กล่าวว่า แปลงที่เพาะปลูกเป็นแปลงผักเกษตรอินทรีย์ ขณะนี้มีศัตรูพืชเรียกว่า “ด้วงหมัดผัก “ ลงระบาดหนักหากลงแปลงใด จะปล่อยน้ำมันตามโคนผักใช้น้ำหมักชีวภาพ เข้าไปช่วยก็ได้ที่ละนิดการกำจัดช่วยน้ำหมักชีวภาพใน เชื่อราพวกนี้กำจัดยาก จะให้เกษตรกรใช้ไปประมาณ 2 ทิตย์ เพื่อดูว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำส้มควันไม้นั้นไม่ได้ฆ่าแมลงเพียงแต่ไล่แมลงเท่านั้น ยังไม่อยากให้ใช้สารเคมี แต่วิธีการสุดท้ายถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ ต้องใช้สารเคมีช่วยอย่างแน่นอน