นโยบายพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : นโยบายพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

                     ผมคิดว่าทุกท่านที่ได้ติดตามข่าวคงทราบดีว่า ในขณะนี้ประเทศไทยได้มีรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่แล้ว คือคุณอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ซึ่งเป็นผู้ที่ฝากฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ในการบริหารธุรกิจไว้หลายอย่าง ก็คงเป็นบททดสอบที่ท้าทายของท่านอีกครั้งหนึ่งในการเข้ามาบริหารภาครัฐและทำหน้าที่กำกับทิศทางและนโยบายพลังงานของประเทศให้เดินหน้าต่อไป และในโอกาสนี้ก็ขออำลาท่านรัฐมนตรีคนก่อนคือคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ได้ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานอย่างสุดความสามารถ

                     ผมคิดว่านโยบายด้านพลังงานของประเทศนับแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินคงไม่สะดุดขาดตอน จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ท่านรัฐมนตรีใหม่คงจะต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากการปรับขึ้นของราคาพลังงานหลายชนิดในปีนี้ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ โดยคาดว่าจะมีเสียงคัดค้านจากผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องและเจรจาหาทางออกก็ถือเป็นความเร่งด่วนในลำดับต้นๆ ที่ท่านต้องรีบดำเนินการ เพราะหลายฝ่ายก็ทราบดีอยู่แล้วว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานคงจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

                     สาเหตุหลักพื้นฐานก็มาจากความมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากรพลังงาน และการเข้าถึงแหล่งพลังงานเหล่านั้นก็ทำได้ยากขึ้นทุกที ต้องใช้เงินลงทุนสูง ในขณะที่ความต้องการพลังงานกลับขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การนำเข้าพลังงานจากแหล่งภายนอกเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และนั่นก็หมายความว่าราคาพลังงานในบ้านเราก็จำเป็นต้องมีการขยับตัวให้สอดคล้องกับภาวะราคาในตลาดโลกมากขึ้นทุกที

                     อย่างไรก็ตาม ผมก็อดไม่ได้ที่อยากจะขอกล่าวไว้ในที่นี้เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่ามีนโยบายใดบ้างที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติในระยะยาวและอยากเห็นท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ผลักดันให้สำเร็จ เพราะจะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง นโยบายเหล่านั้นได้แก่

                     เรื่องแรก การพัฒนาระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางท่อ ภาพของการรอคิวเพื่อเข้าเติมก๊าซ NGV หรือ LPG ในสถานีบริการที่ไม่อยู่ในแนวท่อได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงของท่อส่งก๊าซภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการชะงักงันของการขนส่งที่พึ่งพาแต่รถบรรทุกหรือรถไฟเป็นหลัก ซึ่งการพัฒนาแนวท่อใหม่นั้นจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการขยายจำนวนสถานีบริการตามแนวท่อในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อลดการกระจุกตัวเวลาที่เกิดวิกฤติ และการทำงานเช่นนี้ต้องดำเนินการควบคู่กันกับการปฏิรูประบบโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะการสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการเข้ามาในตลาดพลังงานถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวของประเทศ

                     เรื่องที่สอง นอกจากการวางแผนทางท่อแล้ว การวางแผนการสร้างคลังสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมตามภูมิภาคต่างๆ ก็ถือเป็นงานสำคัญที่ต้องเร่งกระทำควบคู่กัน เพราะในภาวะวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมายังนับว่าเรายังโชคดีอยู่มากที่มีคลังสำรองน้ำมันและก๊าซบางส่วนกระจายอยู่ตามต่างจังหวัด ซึ่งเราก็ได้อาศัยคลังเหล่านั้นในการกระจายน้ำมันส่งผ่านกลับมายังพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ต้องรับน้ำมันและก๊าซจากส่วนกลาง การดำเนินการเช่นนี้แม้ว่าจะขลุกขลักอยู่บ้างแต่ก็พอช่วยให้เรารอดพ้นวิกฤติคราวนั้นไปได้

                     อีกประการหนึ่งคือการสร้างคลังสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในระยะต่อไปควรเป็นการดำเนินงานที่เป็นวาระของรัฐบาลเพื่อทำให้การสำรองน้ำมันโดยรัฐนี้เป็นการสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างแท้จริง เพราะในภาวะวิกฤติเราจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการบริหารวิกฤติหลายๆ รูปแบบ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน

                     ยังมีนโยบายสำคัญที่อยากเห็นรัฐมนตรีท่านใหม่ผลักดันให้สำเร็จ เพราะจะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง แต่คงต้องมาว่ากันต่อในสัปดาห์หน้าครับ

..............................................
(ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : นโยบายพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน))

คมชึดลึก