ทำไมต้องรอกระแสต้านแก้ม.112

ทำไมถึงต้องรอกระแสต้านแก้ม.112 : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               หลังจากความชัดเจนในระดับหนึ่งจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า รัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กลุ่มนักวิชาการ "นิติราษฎร์" กำลังปลุกเร้าสังคม สิ่งที่ตามมาเป็นพรวนก็คือความเห็น และการแสดงออกที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
 
               ขนาด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ถึงกับฉะแบบไม่กลัวเป็นศัตรูกันว่า นิติราษฎร์กินยาผิดซอง และย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้
 
               แม้กระทั่ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่ได้แสดงอาการร้อน-หนาวอะไรกับเรื่องนี้มาก่อน ก็เริ่มขยับแขนขาตามจังหวะนายกฯ ปู
 
               ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ฉะฉานว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 ของ ตร. ที่รับผิดชอบปกป้องสถาบัน เพราะฉะนั้นเรื่องมาตรา 112 นั้น ไม่ต้องพูดเลย ถ้าเกิดผิดดำเนินคดีแน่นอน
 
               ไม่ใช่แค่ทำขึงขังเอาจริง ผบ.ตร.ยังสั่งให้ตำรวจสันติบาลติดตามความเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์อีกด้วย
 
               แต่ดูเหมือนว่าความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำรัฐบาลจะช้าไปหลายช่วงตัว
 
               การแสดงท่าทีสอดรับของนักวิชาการ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งนักศึกษา ได้แพร่กระจายและขยายความเพิ่มจนไกลสุดกู่
 
               และไม่เพียงแค่กลุ่มที่สนับสนุน "นิติราษฎร์" เท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มต่อต้านคัดค้าน ที่เริ่มก่อตัวให้เห็นเค้าลางความแตกแยกครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง
 
               ล่าสุดที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เกิดความเห็นที่แตกต่างเตรียมการเสวนาและเปิดให้ลงชื่อหนุน-ค้านกันในวันที่ 29 มกราคม
 
               ถึงแม้ว่า "นิติราษฎร์" จะยืนยันว่า ให้ความเห็นตามหลักวิชาการ และทำเพื่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ แต่ในภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความแตกแยกร้าวฉาน การเพิ่มประเด็นที่อ่อนไหวเข้าไปในสังคมที่เปราะบาง ก็เท่ากับการราดน้ำมันลงไปในกองไฟดีๆ นี่เอง
 
               ความเห็นที่แตกต่างจะถูกดูหมิ่น ดูแคลน รู้น้อยด้อยค่า
 
               ความศรัทธาที่แตกต่างจะทำให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา และสุดท้ายถ้าไม่เผชิญหน้า ก็ต้องแบ่งแยกไม่ยุ่งเกี่ยว หรือข้ามเขตมาคบค้ากันอย่างสิ้นเชิง
 
               นั่นก็คือ ประเทศไทยต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
 
               แต่ "นิติราษฎร์" ก็เพียรย้ำว่า ทำเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสถาบัน
 
               ซึ่งอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ "นิติราษฎร์" ไม่เคยบอกว่า ได้พิเคราะห์อย่างรอบด้านแล้วว่า สิ่งที่นำเสนอนั้น จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสมัครสมานสามัคคี ไม่แยกสี แยกเหล่า
 
               ท่าทีของ "นิติราษฎร์" นั้นไม่ต่างจาก "รัฐมนตรีเสื้อแดง" ที่ไปบอกให้ข้าราชการในกระทรวงเปิดใจรับคนเสื้อแดง แต่ไม่เคยบอกคนเสื้อแดงให้เปิดใจรับความแตกต่างเลยสักครั้ง
 
               บางคนพยายามจะเปรียบเปรยด้วยซ้ำไปว่า มีขบวนรถไฟแดงที่เป็นประชาธิปไตยออกจากสถานีวิ่งเต็มฝีจักร ขบวนรถไฟสายความคิดเก่า ที่วิ่งสวนมาบนรางเดียวกัน ก็มีแต่จะปะทะตกรางแน่ เพราะความแรงของรถไฟสายประชาธิปไตยนั้นมากกว่า
 
               ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นที่ใดความแตกต่างย่อมมีเพื่อให้เกิดทางเลือก ความหลากหลายทำให้เกิดการเติมเต็มให้แก่สังคม
 
               แต่ทั้งหมดจะเดินไปทางนั้นได้ ก็ต้องเกิดจากการนำของรัฐบาล ที่จะต้องให้ความชัดเจนว่า จะเลือกทางใด
 
               ไม่ใช่รอให้เจอกับสัญญาณว่า ความแตกแยกกำลังจะมีขึ้นเสียก่อนจึงค่อยตัดสินใจออกมาอย่างนี้
 
               ความชัดเจนของรัฐบาลมีความสำคัญก็เพราะมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ที่จะเป็นด่านสำคัญในการพิจารณาตรากฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย
 
               หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาบอกแล้วว่า ไม่แก้ ไม่เอาด้วย ก็ชัดเจนว่า เรื่องนี้ไปไม่รอด
 
               น่าเสียดายที่ท่ามกลางภาวะแตกแยกในบ้านเมือง และรัฐบาลเองก็เล็งเห็นแต่แรกว่า ข้อเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะนำไปสู่ความแตกแยก แล้วเหตุใดถึงยังนิ่งเฉย พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ
 
               ถึงจะเป็นนายกฯ มือใหม่ แต่สำหรับความเป็นอยู่ของบ้านเมืองจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าใช้ภาวะผู้นำ ความเสียหายถึงแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ในอนาคตเราต่างก็รู้ว่าปะทุขึ้นแน่
 
               หรือเพราะเห็นว่าหนึ่งในข้อเสนอของนักวิชาการกลุ่มนี้ เป็นประโยชน์ต่อ ทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ทุกอย่างย้อนกลับไปที่ 19 กันยายน 2549 ก็เลยปล่อยไปเพื่อดูท่าทีของประชาชนก่อน เผื่อฟลุกว่า ชาวบ้านเอาด้วย
 
               ก็เลยปล่อยฝีไว้จนกลัดหนองบวมเป่ง เพราะกระแสต้านแรงขึ้นทุกวัน จึงต้องรีบออกมาพูดเพื่อลดอาการอักเสบ

 

................

(หมายเหตุ : ทำไมถึงต้องรอกระแสต้านแก้ม.112 :  ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)