11 ม.ค.55 นายเมธี ครองแก้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการจัดการประชุมนานาชาติ ของ ป.ป.ช. ในวันนี้เพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่น ว่า จุดประสงค์หลักในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ต้องการนำประสบการณ์จากประเทศต่างที่ได้ศึกษาจากคดีที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราก็จะได้เรียนรู้และนำหลักฐานให้เป็นประจักษ์พยาน และนำไปประยุกต์ในการดำเนินนโยบายต่างๆ ส่วนกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวของ ทาง ป.ป.ช.ก็ได้ทำบันทึกผลการนำเสนอผลการศึกษาไปยังรัฐบาล โดยแสดงความกังวลว่าจะเป็นช่องทางการในการเกิดการทุจริตสูง เนื่องจากกรณีดังกล่าวนี้ก็มีการร้องเรียนผ่านเข้ามายังทางป.ป.ช.เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีช่องทางการเกิดการทุจริตทางป.ป.ช.ก็ทำตามหน้าที่ด้วยการป้องกันและปราบปรามเพื่อนำคนที่ทำผิดมาลงโทษตามขั้นตอนต่อไป
ด้านนางสิริลักขณา คอมันตร์ ที่ปรึกษาของนายเมธี ครองแก้ว กล่าวว่า งานวิจัยมีด้วยกันหลายด้านด้วยกัน อาทิ การป้องกัน และการปราบปราม ซึ่งแต่ละประเทศจะใช้วิธีการต่างกัน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ในงานสัมมนาดังกล่าวนี้ประเทศไทยก็จะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศ รวมทั้งต่างประเทศก็จะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศไทยด้วย ซึ่งในแง่ของประเทศไทยก็จะได้ความเชื่อมั่น เนื่องจากในหลายๆ กรณีงานของป.ป.ช. ต้องติดต่อกับทางต่างประเทศดังนั้นมองว่าความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เราสามารถจัดการกับบุคคลที่มีพฤติกรรมทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
'ปปช.'เตรียมถกคดี'สุพจน์'12ม.ค.นี้
นายเมธี ครองแก้ว กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีคนร้ายปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ว่า ขณะนี้นายสุพจน์ได้ส่งเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินมายังคณะอนุกรรมการป.ป.ช.ที่มีนายใจเด็ด พรชัยยา กรรมการป.ป.ช. เป็นประธาน แล้วเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ซึ่งหากเอกสารไม่สมบูรณ์ก็อาจจำเป็นจะต้องเรียกนายสุพจน์มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพราะทางอนุกรรมการป.ป.ช.ต้องการจะทราบสถานะและบัญชีทรัพย์สินของนายุสพจน์ในช่วงที่เกิดเหตุโจรกรรม ทั้งนี้ ในส่วนของขั้นตอนอนุกรรมการไต่สวนนั้น จะมีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินว่ามีการปกปิดหรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ และหากพบว่าร่ำรวยผิดปกติก็จะต้องตรวจสอบด้วยว่าได้มาจากการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทางป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนให้รวดเร็วที่สุด
'ปปช.'ไม่สนDSIสอบ10ขรก.ปภ.เอี่ยวโกงถุงยังชีพ
นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สรุปผลการสอบสวนคดีดังกล่าวว่ามีข้าราชการปภ.ระดับกลางจำนวน 10 รายที่มีความผิดว่า ยังไม่เห็นสำนวนดังกล่าวจากดีเอสไอ ซึ่งอาจจะยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ โดยสำนวนของดีเอสไอถือเป็นเพียง 1 ในข้อมูลที่ป.ป.ช.จะนำมาประกอบการไต่สวนเท่านั้น และไม่มีผลผูกพันว่าป.ป.ช.จะต้องไต่สวนตามแนวทางของดีเอสไอ อีกทั้งการที่ดีเอสไอระบุว่ามีเพียงข้าราชการระดับกลางมีความผิด ป.ป.ช.ก็อาจจะไต่สวนสาวไปถึงตัวข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองด้วยก็ได้
'ปปช.'มึน'ครม.'ไม่มีมติชัดเจนแสดงราคากลาง
นายภักดี โพธิศิริ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการป.ป.ช.ที่จัดทำประกาศป.ป.ช.เรื่องให้แสดงราคากลางและวิธีคิดโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐทุกโครงการไว้บนเว็บไซต์เพื่อป้องกันปัญหาการฮั้วประมูล ได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรี ที่มีต่อเรื่องดังกล่าว ก่อนจะมีมติให้ทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้สอบถามความชัดเจนกลับไปยังคณะรัฐมนตรี อีกครั้ง เนื่องจากมติดังกล่าวไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลจะให้หน่วยงายของรัฐปฏิบัติตามประกาศป.ป.ช.ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเขียนไว้อย่างคลุมเครือว่าให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาว่าการปฏิบัติตามประกาศป.ป.ช.ดังกล่าวมีข้อขัดข้องอะไรหรือไม่ พร้อมระบุว่าให้แจ้งหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามประกาศป.ป.ช.ไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เนื่องจากกฎหมายป.ป.ช.มาตรา 103/8 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการภายใน 180 วันนับแต่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ แต่ขณะนี้คณะรัฐมนตรีไม่มีความชัดเจนว่า เห็นชอบแล้วหรือไม่ อีกทั้งระบุให้หน่วยงานอื่นที่มิใช่หน่วยงานรัฐปฏิบัติตาม
“ในเมื่อมติครม.เขียนไว้ไม่ชัดเจน เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มนับหนึ่งว่าต้องทำตามใน 160 วันจากวันไหน จึงต้องถามไปยังครม.อีกครั้งว่าเห้นชอบหรือไม่ แล้วให้เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันไหน” นายภักดี กล่าว