'มาร์ค'จี้ขรก.ปภ.เปิดโปงโกงถุงยังชีพ

'อภิสิทธิ์'จี้ขรก.ปภ.เปิดความจริงโกงถุงยังชีพน้ำท่วมหลัง DSI สอบพบขรก. 10 คนมีเอี่ยว ขณะที่สอบอยู่ที่ปรึกษารมว.พณ.เอี่ยวคูปอง 2 พันบาท-'วิลาศ'แฉซ้ำ เอื้อธนพัฒน์ ไม่มีตัวตน

                    10 ม.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สรุปผลการสอบสวนพบข้าราชการ 10 รายเกี่ยวข้องกับการทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพ ว่า ให้ว่าไปตามกระบวนการเพราะมีช่องทางดำเนินการอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการที่นักการเมืองจะลอยแพข้าราชการให้รับผิดชอบหรือไม่นั้น ก็ต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริง ซึ่งที่ผ่านมาตนก็เตือนมาตลอดว่ากรณีของข้าราชการที่ตอบสนองสิ่งที่ไม่ถูกต้องในที่สุดแล้วก็จะไม่มีใครรับผิดชอบแทน ถ้าเป็นอำนาจหน้าที่ของตัวเองและหากข้าราชการไม่อยากตกอยู่ในวังวนแบบนี้ก็ต้องออกมาให้ความจริงให้ได้ ซึ่งจะถือเป็นการตัดตอนให้อยู่เพียงข้าราชการหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่พยานหลักฐานเท่านั้น ทั้งนี้ไม่ได้หยุดเพียงเรื่องถุงยังชีพเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องของคูปองแลกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขณะนี้ผิดวัตถุประสงค์อย่างมากเพราะมีการซื้อขายคูปองทำให้เป็นการเปิดช่องให้นำเงินของประชาชนไปจ่ายให้กับผู้ค้า และการที่มีกระแสข่าวที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ ที่เป็นเจ้าของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั้น ก็กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า อาจจะเลยเวลามาแล้วก็ได้

                    ด้านนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานที่ปรึกษากรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอ สรุปผลสอบสวนการจัดซื้อถุงยังชีพ ที่พบข้าราชการ ปภ.เกี่ยวข้องกับการทุจริต 10 ราย ว่า ผลสอบของดีเอสไอมีหลายประเด็นที่ตรงตามที่กมธ.ได้สอบสวน แต่ตนอยากเพิ่มเติมในส่วนที่อ้างที่อยู่ของร้านเอื้อธนพัฒน์ 2 แห่งซึ่งไม่มีตัวตนของร้านอยู่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงกมธ.ได้ตรวจพบถึง 3 แห่ง และทั้ง 3 แห่งไม่มีตัวตนของกิจการเลย จึงไม่เชื่อว่าร้านเอื้อธนพัฒน์มีอยู่จริง และเป็นไปได้ว่ากรณีนี้คนในปภ.ได้ทำการซื้อขายกันเองในรายการถุงยังชีพ 500 และ 800 บาทที่ร้านเอื้อธนพัฒน์ขายให้ปภ.

                    นอกจากนี้ นายวิลาศ กล่าวต่อว่า แม้ร้านเอื้อธนพัฒน์จะมีจริง แต่โควต้า 40,000 ถุงที่ได้ จาก 100,000 ถุงที่อุนุมัติวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ร้านเอื้อธนพัฒน์มารับใบสั่งสินค้าจากปภ.วันที่ 20 ตุลาคม 2554 ตามกำหนดส่งมอบสินค้าในสัญญาภายใน 7 วัน โดยมีการส่งมอบวันที่ 25 ตุลาคม 2554 แต่อาหารกระป๋องปุ้มปุ้ย ที่บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ตามบิลส่งสินค้าที่ให้กับกมธ.ในช่วงส่งสินค้าระหว่างวันที่ 20-25 ตุลาคม 2554 มีเพียง 9,600 ชุดเท่านั้น จากโควต้าที่ได้ 40,000 ชุด และยกประโยชน์ให้หากรวมบิลส่งสินค้าก่อนและหลังช่วงวันที่ 20-25 ตุลาคม 2554  รวมแล้วได้ไม่ถึง 30,000 ชุดด้วยซ้ำ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดพูนเจริญพาณิชย์ ต่อให้รับใบสั่งสินค้าวันที่ 19 ตุลาคม 2554 แล้วส่งวันสุดท้ายวันที่ 26 ตุลาคม 2554 แต่จากบิลส่งของของปุ้มปุ้ย ทั้งช่วงก่อนและหลัง รวมทั้งในช่วงวันที่ 19-26 ตุลาคม 2554 ก็ได้เพียง 48,000 ชุด ทั้งที่ได้โควต้าไปถึง 60,000 ชุด

                     “เรื่องนี้ลำพังแค่ข้าราชการระดับผอ.สำนัก ซี 8 จะทำโดยลำพังไม่ได้ ถ้าตัวใหญ่กว่านั้นไม่สั่งให้ทำ เพราะเอาซี 8 มาเซ็นโดยใช้อำนาจอธิบดี ดังนั้นอย่างน้อยระดับรองอธิบดีที่ลงนามและรับรู้เรื่องราวทุกอย่าง รวมถึงอธิบดีที่ให้อำนาจคนอื่นมาเซ็นแทนทั้งที่ตัวเองยังอยู่ ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ด้วย เชื่อว่าการสอบของป.ป.ช.จะไปได้ไกลกว่าดีเอสไอ และเรียกร้องให้ดีเอสไอขยายผลไปยังการจัดซื้อรายการอื่นด้วย เพราะถุงยังชีพเป็นแค่เศษเสี้ยว ยังมีเต๊นท์กว่า 1.2 หมื่นหลังที่ส่งของภายในวันเดียว เรือ และอื่นๆอีกมาก ส่วนความรับผิดชอบทางการเมืองในระดับเหนือกว่านั้น คงลำบาก แต่ถ้าข้าราชการตะโกนบอกว่าใครสั่งให้ทำ ก็จะสาวไปถึง เรื่องนี้ถ้าเป็นที่อื่นไปกันยกแผงแล้ว แต่จะหวังความรับผิดชอบนักการเมืองคงยากเพราะขึ้นกับจิตสำนึกและความหน้าด้านว่ามากน้อยแค่ไหน”นายวิลาศ กล่าว

 

เล็งคุยส.ว.ส่งร่างพรก.เงินกู้ฯให้ศาลรธน.เหตุขัดกฎหมาย

                    นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึง กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่างพระราชกำหนดเงินกู้ 4 ฉบับว่า ตนต้องเห็นตัวเนื้อหาสาระก่อน ก่อนที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เบื้องตนที่มองเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าข่ายก็คือ เป็นการโอนหนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงการผูกผันไปถึงเดือนก.ย.ทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะออกเป็นพ.ร.ก.แต่ควรออกเป็นพ.ร.บ.มากกว่า ส่วนฉบับอื่นก็คงต้องดูรายละเอียดก่อนและการที่คณะรัฐมนตรีให้เห็นผลว่าออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อฟื้นฟูประเทศภายหลังน้ำท่วมพร้อมปีรับโครงสร้างพื้นฐานนั้นเห็นว่า กองทุนประกันภัยก็เป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำก็คงต้องดูก่อนว่าเป็นอย่างไรและการกู้เงินตนก็อยากเห็นรายละเอียดของรัฐบาล แต่พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้องกับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูที่หนี้สาธารณะก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้มองว่าไม่เข้าข่ายการออกเป็นพ.ร.ก. ซึ่งจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมครม.เงาของพรรคในวันพรุ่งนี้ ขณะที่ยืนยันว่าเป็นสิทธิ์ที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันว่าจะยื่นเรื่องในนามสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ แต่ก็จะมีการสอบถามไปยังส.ว.ด้วย

                    ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์พนยายามอธิบายว่า ไม่มีการล้วงเงินคลังหลวงหรือกองทุนระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามกลับว่า เงินของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาจากไหน ทั้งนี้การดำเนินการของรัฐบาลจะถูกจำกัดในกรอบของกฎหมาย แต่ก็ต้องดูอีกครั้งว่า รายละเอียดร่างที่เตรียมออกจะเป็นกฏหมายเป็นอย่างไร และการวางกรอบให้ธปท.ต้องใช้หนี้ระยะเวลา 25 ปีเป็นการบังคับทางอ้อมให้ต้องเร่งหารายได้หรือไม่นั้น เห็นว่า รัฐบาลเป็นองค์กรที่จะสามารหารายได้มาใช้หนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดโดยมาจากการจัดเก็บภาษาแต่ธปท.ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ และไม่ใช่องค์กรที่ตั้งมาเพื่อแสวงหากำไรอยู่แล้ว ซึ่งต้องดูว่ากรรณดังกล่าวจะเอาเงินมาจากที่ใด

                    “ รัฐบาลผลักภาระอยู่แล้ว แม้กระทั่งกรณีของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำก็ถือเป็นการผลักภาระอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แต่ทำแบบปกติโดยให้รัฐบาลของรัฐทำ รัฐบาลก็ต้องตั้งงบประมาณในการชดใช้ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ขณะนี้พอให้ธปท.ทำก็เป็นภาระของธปท.ล้วนๆ และจะทิ้งหรือไม่ทิ้งกองทุนฟื้นฟูผมก็อยากย้ำมันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว  เท่ากับเป็นหนี้ของประเทศจะอยู่ที่ธปท.หรือจะอยู่ที่รัฐบาลก็เป็นหนี้ของประเทศ สุดท้ายก็เป็นภาระสำหรับทุกคน การที่รัฐบาลบอกว่าโยนไปที่อื่น ก็ไม่ได้หมายความว่า ภาระจะลดลงแต่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะดอกเบี้ยแพง ซึ่งมีความชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังบริหารประเทศแบบเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง โดยเป็นความพยายามที่จะบอกว้าปัญหาน้ำท่วมรัฐบาลจะไม่เอาเข้ามาสู่ระบบทำให้มีประโยชน์ 2 อย่าง ในการใช้จ่ายงบประมาณโครงการอื่นๆอย่างที่ตัวเองอยากจะใช้ ไม่ว่าจะมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่และเงินจำนวนมากที่เข้าสู้ระบบเป็นเงินที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบของกระบวนการงบประมาณ ซึ่งถือว่า สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นการโยนภาระให้กับอนาคตและประชาชน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                    นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า การดำเนินการของรัฐบาลไม่ได้เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยธปท. ซึ่งการอัดฉีดเม็ดเงินและอ้างว่า เพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมจะมีความเป็นธรรมต่อภาระที่จะได้รับหรือไม่นั้น เห็นว่าต้องมาดูรายละเอียดของโครงการ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังไม่เปิดเผยและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำท่วมก็ใช้งบประมาณเพียง 2-3 แสนล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจน และควรเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องมีการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ด้วย และอยากให้รัฐบาลระบุแผนงานออกมาด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยพูดเลยว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

 

เลขาฯปชป.จวกรบ.หาทุกช่องถลุงเงินสะสม


              นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงพลังงานออกคูปองส่วนลด 2,000 บาทให้ประชาชนใช้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยใช้งบประมาณจากเงินสะสมของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ทำให้หลายฝ่ายตำหนิ เพราะอาจส่อไปในทางทุจริตและผิดวัตถุประสงค์ ว่าขณะนี้รัฐบาลพยายามทำทุกทางเพื่อหาทางใช้เงินที่สะสมอยู่ในกองทุนต่างๆ ที่รัฐบาลในอดีตสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนอนุรักษ์พลังงานที่มีการใช้เงินในส่วนนี้เบิกทางเป็นคูปองซื้อของโดยได้ส่วนลด ซึ่งหากจะเทียบก็เป็นแค่ออเดิร์ฟ

              ขอให้สังคมจับตาดูว่านายพิชัย นริพทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะหาทางใช้เงินในกองทุนดังกล่าวเพิ่มอีก เพราะยังมีเงินเหลืออยู่นับหมื่นล้านบาท คือ การจัดทำโครงการไฟฟ้าโซล่า เซลล์ ซึ่งรัฐบาลในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีการใช้งบประมาณในกองทุนนี้ทำโครงการเช่นนี้มาแล้ว โดยไปสร้างโซล่า เซลล์ในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้าจริง แต่ไม่มีการบำรุงรักษาและตัวเก็บแบ็ตเตอร์รี่พลังงานเสื่อมสภาพ ใช้ได้ไม่นานก็หมดสภาพ 

              ตนรู้มาว่ากระทรวงพลังงานเตรียมที่จะผลักดันโครงการไฟฟ้าโซล่า เซลล์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยคนกลุ่มเดิมในเครือข่ายพรรคเพื่อไทยที่เคยทำโครงการนี้  จึงไม่เข้าใจว่ารัฐบาลนี้แทนที่จะฟื้นฟู สร้างความมั่นใจหลังภัยพิบัติน้ำท่วมแต่กลับคิดหาทางใช้เงินสะสม แม้รัฐบาลจะอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนถังแตก ต้องออกกฏหมายให้หลายหน่วยงานกู้หนี้  โอนหนี้เพื่อขอกู้ใหม่ แต่ก็จงใจที่จะใช้เงินซื้อชาวบ้าน ด้วยการใช้เงินอนาคตของประเทศ โดยไม่สมเหตุผล ที่สุดก็จะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้ประเทศ

               "หากจะเปรียบกับคำพูดที่คนพรรคเพื่อไทยระบุว่า การปฏิวัติเป็นผลไม้พิษที่จากต้นไม้พิษ แต่พฤติกรรมของคนพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลทำกันในวันนี้ก็ร้ายแรงยิ่งกว่า  ทั้งการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ  การออกพ.ร.ก.การเงิน   การโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ  เหมือนมาแก้แค้นไม่ใช่แก้ไข การใช้ปากทำงานไม่ใช่การลงมือแก้ไขปัญหา  ออกพาสปอร์ตให้พ.ต.ท.ทักษิณหรือล่าสุดคือการเพิ่มราคาก๊าซเอ็นจีวี ล้มเหลวในการแก้ไขสินค้าเกษตรอย่างยางพารา   ล้วนเป็นการปลูกต้นไม้พิษที่วสันข้างหน้าจะผลิดอก ออกผลที่เป็นพิษใส่ตัวเองทั้งสิ้นเพราะรัฐบาลนี้เหลงอำนาจ หลงตัวเองว่าได้รับการเลือกตั้งมาจากคน 15 ล้านเสียง จนมองข้ามปัญหาของคนในสังคม มัวแต่มุ่งแก้ปัญหาส่วนตัวของนายใหญ่และพวกพ้อง ทุกอย่างที่เขาทำเหมือนการซ้ำเติมชาวบ้าน ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ที่สุดก็หนีไม่พ้นการรีดภาษีกับคนทำงาน ชนชั้นกลางเพราะรายได้ทางเดียวของรัฐบาลนอกจากการกู้คือการเก็บภาษี จึงเข้าสู่ยุดข้าวยาก หมากแพงของจริง ที่วันนี้ทุกอย่างขึ้นราคาหมดแล้ว แต่รายรับของคนทำงานเท่าเดิม รัฐบาลเองก็ไม่มีน้ำยาแก้ไข ทำได้เพียงใช้ปากแก้ปัญหาไปวันๆเท่านั้น” นายเฉลิมชัยกล่าว