'อภิสิทธิ์'อัดนโยบายพลังงาน'รัฐ'

'มาร์ค' อัด นโยบายพลังงาน'รัฐบาล' สับสน ไร้ทิศทางชัดเจน โจมตีคูปองเครื่องใช้ไฟฟ้าล้มเหลว ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน ลาก ธปท. มารับภาระ โวย 'กิตติรัตน์' อคติ 'แบงค์ชาติ'

           9 ม.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีที่ประท้วงขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมาเป็นเดือนแล้ว แต่แปลกใจว่าเหตุใดจึงไม่มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาคำตอบให้เกิดความชัดเจน อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายที่สับสนมาก ใน ตอนหาเสียง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่าจะกระชากค่าครองชีพ ซึ่งในความเข้าใจของประชาชนตอนนั้นคือ กระชากค่าครองชีพให้ต่ำลง และมีความพยายามที่จะบริหารจัดการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าราคาพลังงานจะลดลงมาก ต่อมาตอนเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ก็ดำเนินการในเรื่องที่สร้างปัญหาให้ตัวเองมากขึ้น เช่นการอุ้มราคาน้ำมันเบนซิน ทำให้เกิดหนี้สินในกองทุนน้ำมัน แล้วตอนนี้ก็จะเลิกอุดหนุนทุกอย่างเมื่อประชาชนรายได้ดีขึ้นจากนโยบายด้านอื่นของรัฐบาล เช่นการเพิ่มค่าแรง การเพิ่มเงินเดือน และราคาข้าว แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริงแล้วจะเห็นว่า นโยบายเพิ่มรายได้นั้นกลับไม่เดินหน้า

           “ค่าแรงก็ไม่ใช่สามร้อย เงินเดือนก็ไม่ใช่หมื่นห้า จำนำข้าวก็มีปัญหาเยอะแยะไปหมด แต่นโยบายที่บอกว่าจะเริ่มปล่อยให้พลังงานแพงขึ้นกับเดินเลย ความจริงไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนี้ที่มีความเดือดร้อนในวันนี้ เดือนนี้ค่าไฟกำลังจะขึ้น แอลพีจีก็กำลังจะขึ้น เอ็นจีวีก็กำลังจะขึ้น แล้วก็การต่ออายุในการยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซล รัฐบาลก็ทำท่าจะต่อแค่เดือนกุมภาฯ คือเดือนหน้าราคาน้ำมันก็จะสูงขึ้นอีก ค่าครองชีพก็จะสูงขึ้น รัฐบาลมีคำตอบให้เฉพาะบางกลุ่ม เช่นเอ็นจีวี แอลพีจี ก็บอกว่าผู้ประกอบการรถสาธารณะจะมีบัตรเครดิตให้ ซึ่งก็มีปัญหาอีก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

           นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลทำโครงการอะไรก็มักเกิดปัญหาเสมอ เหมือนกรณีคูปองเครื่องใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่การคัดสรรผู้เข้าร่วมโครงการ การใช้คูปอง ที่ไม่มีความชัดเจน สุดท้ายก็ทำให้เห็นแต่ปัญหาค่าครองชีพที่กำลังสูงขึ้น การไม่ตอบโจทย์คนอีกจำนวนมากโดยเฉพาะคนยากคนจน ทิศทางภาพรวมเรื่องพลังงานก็ไม่แน่นอนว่าจะส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีหรือไม่ หรือจะส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือไม่อย่างไร

           “ผมเอง ผมมองเห็นแล้วว่าปัญหานี้กำลังจะเกิดขึ้น แต่ผมไม่สนับสนุนการประท้วงใด ๆ ที่มีการปิดถนน เพราะเดือดร้อนคนอื่น ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น แต่ผมก็ได้เตือนรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น เพราะผมเห็นอาการของรัฐบาลแล้วว่า รัฐบาลไม่ส่งสัญญาณให้ชัดในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน เหมือนตอนน้ำท่วม ใครอยู่เฉย รัฐบาลก็เฉย ใครเอาคนมาประท้วงรัฐบาลก็ฟัง ถ้าทำอย่างนี้ทุกคนก็ต้องประท้วงก่อน แล้วรัฐบาลถึงฟัง จนเวลานี้จะกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว” นายอภิสิทธิ กล่าว

           นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ราคาเอ็นจีวีปัจจุบันไม่สะท้อนค่าพลังงานที่แท้จริง  ตอนแรกในหลายรัฐบาลมาแล้ว ได้ส่งสัญญาณว่าจะส่งเสริมสนับสนุนให้คนใช้เอ็นจีวี โดยการทำให้มีราคาถูก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้เกิดการผูกขาด จนกระทั่งในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีความพยายามในการขอขึ้นราคาเอ็นจีวี ตนก็บอกว่าต้องมีการพิสูจน์เรื่องต้นทุนก่อน เพราะวิธีคำนวณต้นทุนก็มีการโต้แย้งกันมาก แต่คิดว่าวันนี้เร็วเกินไปที่จะมาบอกว่าจะทำอย่างนี้ เพราะไม่อยากอุดหนุนเอ็นจีวีเพราะเป็นการสร้างภาระให้กองทุนน้ำมัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดรัฐบาล จึงยังอุดหนุนน้ำมันเบนซิน ตนจึงเห็นว่ารัฐบาลจะต้องทบทวนหลักคิดทั้งหมด และรัฐมนตรีพลังงานก็ต้องมาทำเรื่องนี้

           นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึง การแจกคูปองส่วนลดเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย ข้อดีของคูปองคือสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ แต่ถ้าขาดความชัดเจนของกลุ่มเป้าหมายก็ทำให้เกิดปัญหา และเปิดช่องทุจริต ยิ่งไปกว่านั้นคูปองนี้ยังมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะไม่ได้เป็นการแจกส่วนลดมูลค่า 2,000 บาท แต่กลายเป็นคูปองส่วนลด 20% เพราะหากต้องการซื้อของมูลค่า 2,000 บาท กลับกลายเป็นส่วนลดให้กับของชิ้นนั้น 200 บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีคำอธิบาย สุดท้ายแล้วก็ปรากฏว่าหลายคนไม่ได้คูปอง เพราะคูปองไม่ได้จัดทำเท่ากับจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่สามารถซื้อกับร้านใดก็ได้ ทำให้ต้องไปดูว่าใช้เกณฑ์อย่างไรในการคัดเลือกร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และยิ่งกว่านั้นโครงการนี้ใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าได้ใช้เงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าวหรือไม่ ซ้ำร้ายยังมีการซื้อขายคูปองเกิดขึ้นด้วย

           “ขณะนี้จะเห็นว่าเป็นระบบที่ไม่ได้ช่วยเหลือความต้องการของพี่น้องประชาชนโดยตรง ไปสู่กลุ่มที่เราต้องการช่วยอย่างแท้จริง มีการทุจริต คอรัปชั่น ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ กลายเป็นการเล่นแร่ แปรธาตุกันไป คนซื้อคูปอง 300 ก็ได้ ไม่มีปัญหาไปซื้อของแพง ได้ 300 ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นโครงการนี้ถือว่าล้มเหลวอย่างมาก และต้องแก้ไข” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

           นายอภิสิทธิ์กล่างวอีกว่านอกจากนี้เรื่องที่รัฐบาลได้สร้างความสับสนเป็นอย่างมากคือ การออกพ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน4 ฉบับ โดยหลักการแล้วเห็นด้วยกับพ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนประกันภัยเพราะมีความจำเป็น แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดเงื่อนไขการจัดบริหารจัดการ สำหรับพ.ร.ก.ตัวอื่น ๆ มองว่าไม่ใช่การช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำท่วม แต่กลับลากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามารับภาระขณะนี้รัฐบาลจะเอาโครงการขนาดใหญ่ในการพัฒนาประเทศ มารวมอยู่ในนี้แล้วหาทางเอาเงินมาใช้ฉะนั้นจะกระทบวินัยการเงินการคลัง และตรวจสอบยาก เพราะไม่ได้เอาเข้าสู่ระบบงบประมาณ ผมข้องใจ แต่ตอนนี้ท่านนายกฯ ก็ตอบคำถามผมได้ว่า ไม่กระทบทุนสำรอง ไม่พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ผมก็ต้องถามว่าแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยเขาเสกเงินมากจากตรงไหน เพราะไม่ใช่หน้าที่ของแบงก์ชาติในการหาเงิน และหนีไม่พ้นที่จะเกิดภาระขึ้นกับประชาชนทางใดทางหนึ่ง

           นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์ กับ ดร.วีระพงษ์ รามางกูร ไปการออกรายการ “นายกฯยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำตัวเป็นรัฐอิสระว่า ไม่ทราบว่าท่านมีอคติกับธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ ในยุคสมัยใหม่นี้ระบบของธนาคารในประเทศต่าง ๆ เขาให้ความเป็นอิสระ แต่ไม่ได้ให้เป็นรัฐอิสระ  เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีกฎหมาย ว่ามีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพให้ระบบการเงินอยู่ได้ เงินไม่เฟ้อมาก เวลาที่จะกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจนั้น เขาจะต้องมาทำความตกลงกับรัฐบาล ซึ่งก็ไม่ใช่รัฐอิสระอยู่แล้ว เพียงแต่บอกว่าเมื่อกำหนดเป้าหมายเรียบร้อยมองตรงกันแล้ว รัฐบาลอย่าไปยุ่ง เขาจะจัดการเอง ตนยืนยันได้ และมั่นใจว่าคนของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เขากำลังจะเตือนว่าหากออกกฎหมายแบบนี้แล้ว วันข้างหน้านั้นจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาความไม่มั่นคงในระบบการเงิน ระบบธนาคาร

           “เรื่องสถานะทุนสำรองระหว่างประเทศ หากประเทศไทยเกิดวิกฤต แล้วมีการบริหารผิดพลาดจะทำให้เงินหมดได้ภายในพริบตา พรรคเพื่อไทยเคยต่อว่าต่อขานรัฐบาลที่แล้ว เก่งแต่กู้ ไม่หารายได้ ผมก็บอกว่าวันนี้รัฐบาลนี้กำลังจะกู้มากกว่ารัฐบาลที่แล้ว แถมไม่หาเงินด้วย รัฐบาลที่แล้วกู้มาแล้วในที่สุดเศรษฐกิจฟื้น ไม่ต้องกู้มากเท่าที่คิด ไม่ต้องกู้ตามแผน แล้วก็ไม่เคยทุบกระปุกของประเทศ แต่รัฐบาลนี้ทั้งกู้เพิ่ม ทั้งจะทุบกระปุกทุกอย่างแล้วยังมองไม่เห็นแผนด้วยซ้ำที่เอาเงินมาทั้งหมดจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้ยังไง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

ข้องใจ'นายกฯ'ไม่ต้านข้อเสนอ'คอ.นธ.'

           สำหรับข้อเสนอของคณะกรรมอิสระ ว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการจำนวน 34 คนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ดูเหมือนคนที่ไม่ปฏิเสธเรื่องนี้คือตัวนายกรัฐมนตรี และตนรู้สึกข้องใจ เพราะแนวทางของรัฐบาลดูจะสวนทางกับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลยืนยันมาตลอดกับสภาว่าจะมีแนวทางการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการแก้รัฐธรรมนูญ โดยให้มี สสร.เข้ามาดำเนินการ

           “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นจากที่บอกว่าเราจะต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุง กติกา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐประหาร เมื่อหลายคนสงสัยว่าจะไปแก้เพราะเรื่องอื่นหรือเปล่า ทำไมต้องรีบร้อน และเดี๋ยวคนขัดแย้งกัน รัฐบาลก็มายืนยันต่อสภาฯ ว่ารัฐบาลจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีกระบวนการแบบ สสร.แถลงเป็นนโยบายต่อสภาอย่างนี้ ทีนี้พอทำไปทำมาพอถูกกระแสสังคม คงกดดันมาก ๆ ว่า ส.ส.ร.ไม่ใช่กระบวนการที่จะทำบางเรื่องเพื่อรองรับคนบางคน แล้วก็อาจจะเริ่มกังวลว่าจะควบคุมทิศทางไม่ได้ จู่ ๆ ก็เอาคณะกรรมการ คอ.นธ.แทนที่นายกฯ จะยืนยันนโยบายรัฐบาล กลับไปบอกว่า ขอรับมาดูแต่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็ทำให้ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐบาลชัดเจน เคยบอกสภาฯ ว่ามี สสร. ก็เดินตามแนวทาง สสร.แล้วก็มาคุยกันว่าจะออกแบบสสร.อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ”นายอภิสิทธิ์กล่าว