เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ธ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ หลังจากนั้น ผบ.ทบ. ได้นำนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการ อาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ปืนกลขนาด 9 ม. โครงการพัฒนาชุดลดแรงสะท้อนถอยหลังของปืนกล 93 พร้อมขาหยั่งสูง รยบ.ขนาดเบา 4 คุณ 4 แบบ 54/B โครงการวิจัยอากาศยานตรวจการแบบไร้นักบิน (Mini UAV) โครงการวิจัยพัฒนาเรือพลังลม(แอร์โบส) รถครัวสนาม ชุดผลิตน้ำดื่มเพื่อการเบาเทาสาธารณภัย หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่5 ก่อนจะขึ้นไปรับฟังบรรยายสรุปการปฎิบัติงานของกองบัญชาการกองทัพบก และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบชุดเครื่องเบจญรงค์ให้เป็นของที่ระลึก และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงว่า กองทัพบกมีภารกิจหลักในเรื่องของการทำงานของ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน. ซึ่งตนได้รับฟังเนื้อหาและแนวทางรวมถึงการให้นโยบายกับกองทัพบก โดยภาพรวมในเรื่องการทำงานทั้งในส่วนของรัฐบาล และกองทัพที่มีหน้าที่ในการดูแลงานด้านความมั่นคงต้องทำงานภายใต้นโยบายหลัก คือ การปกป้องชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นศูนย์กลางในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน สำหรับในส่วนของ กอ.รมน. ถือเป็นหน่วยงานใหญ่ที่มีความสำคัญ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาล และนำไปสานต่อการทำงานกับกองทัพ
รวมทั้งบูรณาการทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานภายใต้นโยบาย และคณะกรรมการของ กอ.รมน. โดยหลัก ๆ กองทัพ และ กอ.รมน. จะสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือโครงการที่เป็นวาระแห่งชาติ การปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้น รวมถึงศูนย์บำบัดฟื้นฟู สำหรับปัญหาความมั่นคงในชายแดนภาคใต้ และปัญหารอยต่อของชายแดนที่ตนได้ให้นโยบายให้เน้นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา และเน้นการทำความเข้าใจในพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบสุข โดยใช้ความสันติ สำหรับบริเวณตามอแนวชายแดนจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสงบสันติ ซึ่งเป็นภารกิจที่เราร่วมทำมาร่วมกัน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า กองทัพบกถือเป็นหน่วยงานที่มีกำลังพลค่อนข้างมาก นอกจากจะดูแลงานด้านความมั่นคงแล้วจะต้องมีภารกิจหนึ่งคือการช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐบาล และการดูแลบรรเทาความทุกข์ของประชาชน เช่น อุทกภัยต่าง ๆ โดยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายบริหารในฐานะที่ตนเป็นผู้นำรัฐบาลได้มีการทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกับกองทัพบกให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น และให้ประชาชนได้รับความสุข รวมถึงการบรรเทาทุกข์
เมื่อถามว่า การดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากการที่ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมกองทัพไทย และวันนี้ที่กองทัพบก มีส่วนเชื่อมโยงกัน โดยจะมีศูนย์บัญชาการที่จะดูแล และบูรณาการเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด ซึ่งจะอยู่ในศูนย์เดียวกัน ทั้งระบบดาวเทียม ทีมงานข่าวกรอง ซึ่งตนได้มอบหมายนโยบายให้กับทีมงานชุดนี้ภายใต้การทำงานที่ร่วมกัน ให้บูรณาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ และ ตนได้มอบหมายให้กับทางกองทัพ ตำรวจ และ มหาดไทย คอยระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยในช่วงนี้ ซึ่งตนอยากให้ช่วงปีใหม่เป็นช่วงแห่งความสุขของประชาชน จึงได้ฝากหน่วยงานไปว่า อย่าได้นิ่งนอนใจหากเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ให้รีบรายงาน ทั้งนี้ตนจะอยุ่ติดตามสถานการ์ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ แต่เจ้าหน้าทีที่ดูแลความปลอดภัยทุกหน่วยต้องทำงานอย่างใกล้ชิดและต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และได้สั่งการไว้เรียบร้อยแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าเกิดเหตุการณ์ช่วงปีใหม่ และได้ประกาศจุดเสี่ยง 10 จุด นายกเชื่อหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นต้นสายปลายเหตุเชื่อว่าน่าจะยังไม่มีในเรื่องนี้ แต่ทุกหน่วยงานพยายามป้องกันอย่างใกล้ชิด คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ และทุกอย่างจะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาภัยใต้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้คุยปัญหาใน 6 ยุทธศาสตร์ ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้บูรณาการ 14 กระทรวงหลักเข้าด้วยกันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ กอ.รมน. โดยกองทัพบก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กระทรวงมหาดไทย และ ตำรวจ เราจะมีการบูรณาการรวมระหว่างยุทธศาสตร์รวมเข้าด้วยกัน โดยได้มีการิเริ่ม กำหนดยุทธศาสตร์เอาไว้แล้ว ต่อจากนี้จะลงเรื่องรายละเอียดให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จะเน้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาในเรื่องต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ ดังนั้นการน้อมนำแนวทางพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา เป็นสิ่งที่เรายึดหลักใหญ่ในการแก้ไขปัญหา
เมื่อถามว่า จะให้ใครเป็นผู้ดูแล กอ.รมน. นส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า โดยหลักแล้ว ตนเป็น ผอ.รมน. ก็จะมาให้นโยบาย และบางครั้งก็จะมอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี จะให้เข้ามาร่วมประชุมกับคณะกรรมการของ กอ.รมน.
ทั้งนี้เมื่อถามว่าจากการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มาระยะเวลาหนึ่งเกิดความไว้วางใจหรือยัง และคิดที่จะให้เป็น ผบ.ทบ.ต่อหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามารับตำแหน่งก็ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงทำหน้าที่ตรงนี้อยู่
เมื่อถามถึงความปรองดอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมนักการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าาวว่า ความปรองดองเป็นเรื่องความเชื่อมั่นทีทุกคนต้องร่วมกันทำ ร่วมกันสร้างบรรยากาศ ประเทศจะเกดิความปรองดอง ตนไม่สามารถสร้างคนเดียวได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งการดำเนินการสิ่งใดๆนั้น เราต้องยึดหลักความยุติธรรม การใช้กฏหมายอย่างเป็นะรรม และความเสมอภาคกับทุกคน ถ้าทำดึ้วามปรองดองและความสงบสุขจะกลับมาสู่ประเทศไทย
เมื่อถามถึงการสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อและซ่อมแซมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยุทโธปกรณ์ที่เสียไหน อันไหนที่เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ต้องเร่งจัดสรรงบประมาณ แต่ส่วนไหนที่ไม่เร่งด่วน รอได้ก็ให้จัดสรรลำดับความสำคัญ เพราะงบประมาณของเรามีจำนวนจำกัด ซึ่งตนได้ให้นโยบายการจัดสรรงบประมาณว่า สิ่งเร่งด่วนคือการดุแลเยียวประชาชนที่ประสบอุทกภัย สำหรับหน่วยงานต่างๆถ้าสิ่งไหนที่เป็นอุปสรรคไม่สามารถดำเนินการได้ก็ต้องนำมาแก้ไข แต่ในส่วนที่จะมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมต้องกลับมาดูความสำคัญ ความจำเป็นและวัตถุประสงค์ ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมือจากกองทัพบกในการช่วยเหลือประชาชนจึงต้องขอบคุณกองทัพบกที่ทำงานร่วมกับรัฐบาล ซึ่งตนรู้สึกพอใจ เพราะจุดเด่นของกองทัพคือกำลังพล และอาวุธที่มีอยู่ ที่สำคัญกองทัพบกมีการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินได้ดี สิ่งนี้ทำให้เราเลือกขอความร่วมมือจากกองทัพเป็นแนวหลัก ส่วนฝ่ายบริหารทุกส่วนไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับภัยวิกฤติ เราจึงใช้จุดแข็งของกองทัพมาแก้ปัญหายามวิกฤติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการบรรยายสรุปของ กอ.รมน.ที่มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ได้บรรยายโครงสร้างพื้นฐานของ กอ.รมน. และ สรุปผลงานการทำงานที่ผ่านมา โดยที่ประชุมไม่ได้มีการนำสถานการณ์เหตุการณ์ลอบวางระเบิดในช่วงที่ผ่านมามาหารือ นอกจากนี้ที่ประชุมนายกรัฐมนตรี ได้ได้กล่าวว่า หากมีโอกาสจะมาปรึกษาร่วมกับทาง กอ.รมน.อีก ซึ่งในโอกาสต่อไปทาง กอ.รมน. จะเชิญ นายกรัฐมนตรีไปที่ กอ.รมน. ที่สวนรื่นฤดีต่อไป ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลสามารถเรียกใช้ทหารตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ฟังคำนี้แล้วก็รู้สึกพอใจกับคำนี้มาก และออกตัวว่าบางครั้งนายกรัฐมนตรีที่ได้โทรศัพท์หา ผบ.ทบ.ในเวลากลางคืน ทาง ผบ.ทบ. ก็รับฟังพร้อมไปปฏิบัติ พร้อมยังมีการชื่นชมทหารในการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านมา ทั้งนี้การพบปะกันของนายกรัฐมนตรี และคณะ ผบ.ทบ. เป็นไปด้วยความชื่นมื่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยการมาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบก ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ ทบ.ได้จัดชุดสารวัตทหาร (สห.) มณฑลทหารบกที่ 11(มทบ.11) หญิง-ชาย ประมาณเกือบ 100 นายเข้ามาดูแลตามจุดต่าง ๆ ภายใน บก.ทบ. รวมถึงส่งชุดสุนัขทหารพร้อมหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด(อีโอดี) ตรวจตรา ทั้งในบริเวณรอบนอกอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) และ มทบ.11 ได้ส่งทหารในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบดูแล รปภ.รอบนอก บก.ทบ. โดยเฉพาะหน้าฝั่งถนนราชดำเนิน และด้านหลังถนนราชสีมา พร้อมทั้งตรวจตราสิ่งผิดสังเกต โดยเฉพาะการป้องกันเหตุการณ์วางระเบิด ร่วมทั้งอาคารสูงรอบกองทัพบก และบนสะพานพระราม 8 ได้จัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปยืน รปภ.เพื่อป้องกันคนยิงอาวุธสงครามในระหว่างการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ด้วย
เยี่ยมกองทัพอากาศรับมอบเครื่องหมายการบินชั้นกิตติมศักดิ์
เมื่อเวลา 14.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะได้เดินทางตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยมีพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ณ บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ พร้อมวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์กองทัพอากาศ และวางพานพุ่มถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ พระบิดากองทัพอากาศ
จากนั้นทำพิธีประดับเครื่องหมายความสามารถในการบินชั้นกิตติมศักดิ์ให้แก่นายกรัฐมนตรี ณ ห้องรับรองพิเศษ โดยพล.อ.อ.อิทธพร เป็นผู้ประดับ พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกพระรูปหล่องจำลองพระบิดากองทัพอากาศ ก่อนที่จะร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ที่ห้องประชุมกองทัพอากาศด้วย
ร่วมประชุมลุ่มน้ำโขง-หารือทวิภาคีพม่า19-20 ธ.ค.นี้
นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกำหนดจะเดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ สหภาพพม่า ในระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค.นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 (จีเอ็มเอส) โดยจะมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมด้วยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางไปด้วย
โดยทั้งสอง มีกำหนดการหารือนอกรอบแบบทวิภาคีกระชับความร่วมมือด้านพลังงาน กับรมว.ต่างประเทศ และรมว.พลังงานของพม่า เกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นมีความสำคัญมากขึ้น และประเทศไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนาและเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ ของภูมิภาค ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้พลังงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ซึ่งการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการฯ ทั้งสองกระทรวงฯ ของทั้งสองประเทศ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้นโยบายด้านการต่างประเทศ เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศต่อไป รวมทั้งในต้นปีหน้ายังมีกำหนดการจะเดินทางไปยังเมืองทวาย ประเทศพม่า เพื่อหารือในรายละเอียดความร่วมมือต่าง ๆ