เมื่อครั้งเปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรือ ศปภ. ซึ่งมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2554 โดยใช้พื้นที่ภายในสนามบินดอนเมืองเป็นสถานที่ตั้ง ศปภ. คงไม่มีใครคาดคิดว่า หลังจากนั้นไม่ทันถึงเดือน ศปภ.ต้องย้ายออกจากสนามบินดอนเมืองไปยังสถานที่ทำการแห่งใหม่ในกระทรวงพลังงาน ซึ่งบรรยากาศในวันย้ายที่ทำการใหม่เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะมวลน้ำก้อนมหาศาลไหลทะลักเข้าท่วมสนามบินดอนเมืองอย่างฉับพลัน จนเจ้าหน้าที่เก็บข้าวของกันไม่ทัน ข้าวของที่ได้จากการบริจาคของประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องจมน้ำเสียหาย
นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ของประชาชนอีกจำนวนมากที่นำมาจอดหนีน้ำไว้ภายในสนามบินดอนเมืองตามคำเชิญชวนของ ศปภ. ซึ่งการันตีว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่จบน้ำแน่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ รถยนต์เหล่านี้กลับจมน้ำมิดหลังคาเป็นเวลานานร่วมเดือนเศษ สร้างความไม่พอใจให้แก่บรรดาเจ้าของรถยนต์เป็นอย่างยิ่ง หลายรายต้องทนดูภาพเหตุการณ์ขณะรถยนต์จมน้ำไปต่อหน้าต่อตา เพราะไม่สามารถเข้าไปนำรถออกจากลานจอดภายในสนามบินออกไปได้ทัน
หลังน้ำลดรถยนต์จำนวน166 คัน เสียหายอย่างหนัก เพราะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ตะไคร่น้ำจับเต็มคันรถ ขณะที่เชื้อราขึ้นเต็มภายในรถ สร้างความสลดหดหู่ให้แก่บรรดาเจ้าของเป็นอย่างยิ่ง รถยนต์เหล่านี้หลายคันเป็นรถยนต์คันแรกและคันเดียวของผู้ประสบภัย เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่มีไว้ใช้ประโยชน์สารพัด ทั้งขับไปทำงาน ทำกิจธุระ รวมถึงส่งลูกไปโรงเรียน ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายแล้วก็เหมือนกับเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัยให้ทุกข์ยากขึ้นไปอีก
รถยนต์ที่นำมาจอดในสนามบินดอนเมืองแล้วเกิดความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ใช่ความผิดของบรรดาเจ้าของรถ เพราะการนำรถเข้ามาจอดเป็นไปตามคำเชิญชวนของ ศปภ. หลายคนจึงเกิดความแค้นเคืองจนพาลจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ ศปภ.ต้องหามาตรการในการเยียวยา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ศปภ.รับหน้าที่ในการประสานงานในการเยียวยา บรรดาเจ้าของรถดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี สามารถทุเลาความเดือดร้อนให้แก่บรรดาเจ้าของรถได้ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ถือว่าแนวทางแก้ปัญหาของ พล.ต.อ.พงศพัศ เป็น "ยุทธการดับร้อน" ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
"นายกรัฐมนตรีห่วงใยเจ้าของรถที่นำมาจอดในสนามบินดอนเมืองตามคำเชิญชวนของ ศปภ.จึงมอบหมายให้ผมหาทางช่วยเหลือ ซึ่งผมตระหนักว่า เจ้าของรถทุกคันต่างรักและหวงแหนรถของตนเองเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องดำเนินการในทุกวิถีทางในการบูรณาการจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รถแต่ละคันสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมให้ได้โดยเร็วที่สุด รวมทั้งแนวทางการช่วยเหลือที่สมควรจะต้องได้รับจากภาครัฐด้วย" พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว
ภารกิจการเยียวยาเจ้าของรถซึ่งถูกน้ำท่วมเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันแรกที่น้ำบริเวณลานจอดรถชั้นล่างของสนามบินดอนเมืองแห้งสนิท พล.ต.อ.พงศพัศได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่เสียหายจากการถูก
น้ำท่วม พบว่ามีจำนวนถึง 166 คัน เป็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้ามากที่สุด 71 คัน รองลงมาได้แก่ ยี่ห้อฮอนด้า 28 คัน มิตซูบิชิ 21 คัน อีซูซุ 12 คัน นิสสัน 10 คัน มาสด้า 6 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ 6 คัน วอลโว่ 5 คัน และอื่นๆ อีก 7 คัน โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือไม่ก็ไม่มีประกันภัย
พล.ต.อ.พงศพัศจึงประสานบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทุกยี่ห้อที่ได้รับความเสียหายเพื่อนัดหมายให้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคมาตรวจสภาพรถยนต์แต่ละคัน พร้อมประสานให้สมาคมประกันวินาศภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย และอู่กลางประกันภัยเดินทางมาตั้งจุดให้คำปรึกษาในการช่วยเหลือแก่เจ้าของรถ ทั้งในส่วนของความช่วยเหลือที่เจ้าของรถยนต์สมควรได้ และการประเมินราคาการซ่อมแซมรถที่ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของรถเหล่านี้ถูกเอารัดเอาเปรียบ
นอกจากนี้พล.ต.อ.พงศพัศยังได้นำตำรวจอาสา เปิดคาร์แคร์เฉพาะกิจ ทำความสะอาดรถยนต์ที่จมน้ำให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สร้างรอยยิ้มให้แก่บบรรดาเจ้าของรถได้อย่างมาก
"ล่าสุดมีเจ้าของรถที่ถูกน้ำท่วมในสนามบินดอนเมืองจำนวน 70 ราย มาลงทะเบียนรับความช่วยเหลือแล้ว โดยทั้งหมดได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่ตำรวจจะดำเนินการล้างทำความสะอาดให้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ค่ายต่างๆ ช่วยตรวจสอบสภาพทั้งเครื่องยนต์และอุปกรณ์ภายในรถอย่างละเอียด ซึ่งหากคันใดเสียหายหนักก็มีการประเมินราคาค่าซ่อมไว้ให้เสร็จสรรพ ซึ่งหลังเข้ารับบริการบรรดาเจ้าของรถรู้สึกพอใจมาก" พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว
สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาลในส่วนของค่าความเสียหายนั้น พล.ต.อ.พงศพัศบอกว่า จะเร่งเสนอให้รัฐบาลพิจารณาโดยเร่งด่วน ซึ่งผู้เสียหายจะได้รับมากน้อยแค่ไหนนั้นรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะแจ้งให้ทราบต่อไป