แม้ว่าในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสสถานการณ์ "น้ำท่วม" ดูจะเป็นกระแสหลักที่ผู้คนต่างก็เฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ต่างจากพวกท่านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อการใช้ชีวิตประจำวันเช่นกัน แต่ในเวลาเช่นนี้ผมคิดว่าการหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่ามันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเรามากน้อยแค่ไหน ผมจึงคิดว่าในช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยของเราเลยทีเดียวที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศ เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ได้ชี้ให้เราเห็นจุดอ่อนในหลายด้านของประเทศไทยที่ยังขาดความพร้อมและการเตรียมตัวเพื่อรองรับปัญหาในภาวะวิกฤติ
ผมอยากขอเสนอว่าสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรองรับภาวะวิกฤติในอนาคต ซึ่งหากมองในด้านของระบบการชลประทาน การปรับปรุงระบบการจัดการน้ำของประเทศแบบบูรณาการ การพัฒนาเขื่อนกักเก็บและประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ การบำรุงรักษาคูคลองอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำต้องรีบดำเนินการทันที เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจต้องประสบกับอุทกภัยในระดับที่ใหญ่กว่านี้
แต่ในส่วนของภาคพลังงานสิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในคราวนี้คือ ถึงแม้ว่าบ้านเราจะไม่มีปัญหาความขาดแคลนเหมือนอีกหลายๆ สินค้า อย่างเช่น อาหารและน้ำดื่ม ที่มีการแย่งกันซื้อและกักตุนกันวุ่นวาย แต่วิกฤติครั้งนี้ก็ได้ทดสอบระบบการบริหารจัดการพลังงานของเรา และชี้ให้เห็นว่า ปัญหาในเรื่องการขนส่งพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ หรือระบบไฟฟ้าก็ตาม ดูจะเป็นสิ่งเปราะบางที่เราควรเร่งตรวจสอบและวางแผนเพิ่มเติมเพื่อพร้อมรับมือวิกฤติที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และอาจมีความรุนแรงกว่าในครั้งนี้
หากพอจำกันได้ โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ในประเทศญี่ปุ่น ที่เสียทีเพลี่ยงพล้ำต่อภัยธรรมชาติ "สึนามิ" เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ก็เพราะมีการประเมินระดับของวิกฤติไว้ต่ำเกินไป ครั้นเมื่อเจอภาวะวิกฤติในระดับที่เรียกว่า "วิกฤติเหนือวิกฤติ" คือ คลื่นยักษ์สึนามิขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติญี่ปุ่นก็ทำให้ระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ ไม่อาจรองรับได้ และนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นต้องจดจำ
จุดแรกที่ผมคิดว่าประเทศไทยของเราควรเร่งทบทวนคือ เรื่องของการพัฒนาระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางท่อ ซึ่งเราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภาพของการรอคิวเพื่อเข้าเติมก๊าซเอ็นจีวี หรือก๊าซแอลพีจี ในสถานีบริการที่ไม่อยู่ในแนวท่อ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงของท่อส่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการชะงักงันของการขนส่งที่พึ่งพาแต่รถบรรทุกหรือรถไฟเป็นหลัก
โดยการพัฒนาแนวท่อใหม่นั้น จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการขยายจำนวนสถานีบริการตามแนวท่อในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดการกระจุกตัวเวลาที่เกิดวิกฤติ และการทำงานเช่นนี้ต้องดำเนินการควบคู่กันกับการปฏิรูประบบโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะการสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการเข้ามาในตลาดพลังงานถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวของประเทศ
สิ่งที่ต้องดำเนินการสำหรับนโยบายพลังงานในบ้านเรา ยังไม่ได้จบแค่นี้นะครับ แต่ด้วยเนื้อที่มีจำกัด สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อถึงแนวทางในการวางแผนรับมือด้านพลังงานหลังจากน้ำลดลง
-----------------------------
(จับกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : นโยบายพลังงานต้องเดินหน้าหลังน้ำลด (1) โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Chodechai.energyfact@gmail.com )