การเมือง : ทัศนะบทความ
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2554

โชคดีที่ประเทศไทยมี'ในหลวง'

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

            ได้เห็นอาการ "สะอื้นไห้" ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี "พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า" หลังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกย้าย เนื่องจากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่เข้าตารัฐบาล จนเจ้าตัวถึงกับออกอาการเหมือนมี "ก้อนสะอื้น" จุกอยู่ที่ลำคอ "เพียงขอให้จังหวัดผมรอดพ้นน้ำท่วม แม้จะถูกย้ายผมก็ไม่เสียใจ"

            บทบาท "พ่อเมือง" แต่ละจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่ได้รับเสียงชื่นชมความเป็น "ผู้นำ" ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่อสู้เพื่อรักษาเมืองและพลเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

            "ปทุมธานี" เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้รับแรงกดดันมากกว่าจังหวัดอื่น เพราะเปรียบเป็นเมืองหน้าด่านก่อนน้ำจะไหลเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร

            และต้องพยายาม "รับมือ" กับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นวันที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดคือวันที่ 14-17 ตุลาคม และวันที่ 28-31 ตุลาคมนี้ ไปให้ได้
 
            ความไม่มั่นใจในการรักษาเมืองหลวงของประเทศไทย "กรุงเทพมหานคร" ไม่เฉพาะ "ผู้ว่าฯ พีระศักดิ์" เท่านั้นที่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะอยู่และสู้กับภัยพิบัติ

            แม้กระทั่ง "นายกรัฐมนตรี" และรัฐมนตรีคนอื่นๆ เองก็ถึงกับ "ถอดใจ" ว่าจะสามารถป้องกันน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ได้

            "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" แม้จะกลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว เวลามีเสียงโทรศัพท์เข้ามาที่บ้านยังเกิดอาการผวา เพราะโทรศัพท์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะแจ้งว่าน้ำเข้าที่นี่ที่นั่น ทำให้เกิดอาการเครียด

            ขณะที่ "ประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" (ศปภ.) "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ก็ยังแถลงยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมปทุมธานีรุนแรงมากขึ้น จึงไม่กล้ายืนยันว่ากรุงเทพฯ ชั้นในจะปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

            ก็ขนาดแม่ทัพนายกองยัง "ถอดใจ" จึงไม่ต้องถามถึงขวัญและกำลังใจของชาวบ้าน ต่างพากันแตกตื่น ซื้อข้าวของกักตุนกันเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้า อาหารแห้งในแต่ละวันแทบไม่เหลือตามชั้นวางสินค้า

            จะมีก็เพียง "ณรงค์ จิรสรรพคุณากร" ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ที่กล้ายืนยันว่า กทม.น้ำไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงขนาดเอาหัวเป็นประกัน เพราะ กทม.ได้สร้างแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริล้อมเมืองไว้ มีความยาว 77 กิโลเมตร โดยสร้างเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ไม่ใช่แค่แนวคันดินชั่วคราวเหมือนที่อื่น

            การสู้กับภัยธรรมชาตินอกจากยากลำบากแล้ว การทำความเข้าใจกับคนที่ได้รับข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และสู้อยู่กับปัญหาตรงหน้า ทำให้ "ขาดสติ" เจรจาให้เข้าใจได้ยากยิ่งกว่า

            จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาพชาวบ้านที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษณา 8 ช่วงถนนปทุมธานี-สามโคก ต.กระแชง อ.สามโคก รวมตัวกันรื้อคันกั้นน้ำ เพราะรับไม่ได้กับสภาพน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่ยืดเยื้อมานาน ขณะที่ชาวบ้านอีกฝั่งถนนยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ

            เมื่อการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนพื้นที่น้ำท่วมหลายจุด จึงเกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านขึ้น

            และดูเหมือนทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกระทั่งมีข่าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์น้ำท่วมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อค่ำวันที่ 12 ตุลาคม มีพระราชกระแสรับสั่งให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำด้านตะวันออกสู่ทะเลและเร่งขุดคลองเพื่อระบายน้ำให้เต็มที่ ส่วนด้านตะวันตกก็ให้หาพื้นที่หรือคลองในการระบายน้ำ 

            เพียงข้ามวัน "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน "กรุงเทพมหานครปลอดภัย" โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หลังจากบินสำรวจเส้นทางระบายน้ำฝั่งตะวันตกลงสู่แม่น้ำท่าจีน

            โดยสั่งการให้ กองทัพบก กระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขุดลอก ขยายคูคลอง ทั้งหมด 4 คลอง ได้แก่ คลองงิ้วราย คลองทรงคนอง คลองท่าข้าม และคลองสุนัขหอน เพื่อเร่งระบายน้ำกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกลงสู่ทะเลให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

            ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 วัน และให้เสร็จก่อนน้ำเหนือไหลลงสู่กรุงเทพฯ พร้อมมอบหมาย "กองทัพบก" หาเส้นทางลัดระบายน้ำ เช่นเดียวกับคลองลัดโพธิ์ โดยจะขุดคลองปลายทางให้น้ำไหลลงสู่โครงการแก้มลิงมหาชัย และสนามชัย เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนทุกพื้นที่
 
            แทบไม่น่าเชื่อว่าหลังรัฐบาลแทบถอดใจในการหาวิธีป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพฯ เพียง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งมาปฏิบัติ ก็ทำให้รัฐบาลมีความหวังและกำลังใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง

            โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี "ในหลวง"