"ผู้สื่อข่าวชื่อก็บอกแล้วว่าทำหน้าที่ในการสื่อไปถึงประชาชน เพราะฉะนั้นบางคำถามที่อาจจะดูแรงหนักหน่วงเราจะไม่คิดว่าส่วนตัวเขาไม่คิดจะถามแบบนั้นแต่เป็นการถามแทนประชาชน ไม่ควรไปตอบโต้ ต้องคิดอยู่เสมอว่าเราตอบให้ประชาชนได้เข้าใจ เราไม่ได้ตอบคำถามให้แก่สื่อ และสื่อก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง"
"โอปอ-อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด" รองโฆษกรัฐบาล ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกมองว่าได้ดีเพราะเป็นคนเสื้อแดง "โอปอ" เป็นคนเสื้อแดงที่มีแฟนพันธุ์แท้คนเสื้อแดงชื่นชอบอีกคนหนึ่ง หลายคนสงสัยว่า "โอปอ" เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงได้มาทำหน้าที่ "รองโฆษกรัฐบาล"
"อนุสรณ์" เป็น "รองโฆษกรัฐบาล" ที่รับผิดชอบงานชี้แจงงานเกี่ยวกับการเมือง สังคม และประสานงานกับมวลชน การมารับตำแหน่งครั้งนี้ เพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคให้การสนับสนุน เพราะช่วยงานพรรคมานานตั้งแต่สมัยก่อตั้ง "พรรคไทยรักไทย"
ส่วนใหญ่ทำงานกิจกรรมภายในพรรค "อนุสรณ์" จะทำหน้าที่เป็นพิธีกร งานอบรม สัมมนา จึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของผู้ใหญ่ในพรรค จนกระทั่งในสมัยพรรคพลังประชาชนพรรคชนะการเลือกตั้ง "สมัคร สุนทรเวช" ในฐานะหัวหน้าพรรคได้เป็น "นายกรัฐมนตรี" ทำให้ "อนุสรณ์" มีโอกาสเข้าไปช่วยพรรคด้านสื่อสารมวลชนเต็มรูปแบบ
โดยมีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับ "จักรภพ เพ็ญแข" ซึ่งเป็น "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" จึงมีโอกาสไปทำงานเบื้องหลังดูเนื้อหารูปแบบรายการ
"เป้าไม่ได้ต้องการทำลายล้างหรือตอบโต้คู่ตรงข้ามทางการเมือง แต่รายการที่ออกทางช่อง 11 อย่างหนึ่งก็คือต้องไม่ด่ารัฐบาล ซึ่งขณะนั้นมีโอกาสไปจัดรายการช่อง 11 ชื่อรายการข่าวหน้า 4 มีคอลัมนิสต์ชื่อดังเช่น พญาไม้ หลายท่านมาร่วมจัดรายการ ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นรายการ "ความจริงวันนี้" ก็มีโอกาสทำข้อมูลร่วมกับทีมสื่อของพรรคพลังประชาชน และมาจัดรายการทีวีดาวเทียม เป็นผู้ประกาศข่าวของพีทีวี แล้วมาเป็นดีสเตชั่น และมาพีเพิลชาแนล ทุกวันนี้เป็นเอเชียอัพเดท
เมื่อพรรคชนะเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผู้ใหญ่ในพรรค เช่น จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และผู้ใหญ่อีกหลายคนจึงสนับสนุนให้มาทำงาน "รองโฆษกรัฐบาล" เพราะมีประสบการณ์ทำรายการข่าวทุกวัน
ดังนั้นเมื่อมาทำหน้าที่รองโฆษกรัฐบาล "โอปอ" จึงมองว่า เป็นการมาทำในสิ่งที่เคยทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่มาจัดรายการให้ประชาชนฟัง เพียงแต่มองในมุมรัฐบาล ต้องระวังว่าสิ่งไหนที่พูดเป็นความเห็นของเรา สิ่งไหนที่พูดเป็นความเห็นของรัฐบาล ก็เพียงแค่เน้นย้ำและตระหนักในบทบาทว่าสิ่งที่พูดออกไปเป็นความเห็นของใครกันแน่ จึงต้องตระหนักในบทบาทว่าสิ่งที่พูดในฐานะอะไร
"อนุสรณ์" บอกว่า ตั้งแต่มารับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลก็ไม่ได้ทำรายการทีวีอีก เพราะรายการทีวีที่เคยทำแม้ไม่ใช่รายการคนเสื้อแดงแต่คนดูเป็นเสื้อแดง รวมทั้งข้อความที่ปรากฏหน้าจอทีวีระหว่างที่จัดรายการด้วย เมื่อไปนั่งจัดรายการจึงไม่สามารถปฏิเสธไม่ได้ว่าไปเป็นรองโฆษกรัฐบาลแล้วยังไปจัดรายการที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางสังคม จึงตัดสินใจหยุดจัดรายการ
มีคนมองว่าเป็น "รองโฆษกรัฐบาล" เพราะเป็นคนเสื้อแดง "โอปอ" บอกว่า ช่วงเลือกตั้งพรรคให้ไปขึ้นเวทีหาเสียงของพรรคโดยไม่ต้องไปขึ้นเวทีเสื้อแดง ผมไปปราศรัยกับพรรคมีคนเสื้อแดงเชียร์ แต่คนเสื้อแดงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เหมือนกับวันนี้ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาลคนที่ตั้งคำถามเรื่องนี้
"ถ้าถามว่าผมรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนถามว่าผมเป็นโฆษกเสื้อแดงแล้วมาเป็นโฆษกรัฐบาลจริงๆ เนื้องานไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเสื้อแดงแล้วเป็นปัญหา บางคนอาจมองเป็นเสื้อแดงแล้วลบ แต่บางคนมองว่าถ้าไม่ได้เป็นเสื้อแดงก็เอาท์ไปเลย จึงมองว่าการเป็นคนเสื้อแดงมีทั้งคุณและโทษ จะเป็นคนสีเสื้ออะไรไม่สำคัญ ขอให้ทำงานได้ และเกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อประชาชน เป็นเสื้อแดงหรือไม่ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค" รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
"อนุสรณ์" บอกว่า วันที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเปรียบเป็นฟุตบอลแข่งจบชนะแล้วทุกคนกลับ แต่วันนี้คนเสื้อแดงไม่กลับแต่เฝ้ามองว่าทีมที่ชนะพิธีมอบถ้วยทำถูกต้องหรือไม่ กรรมการที่อยู่ในสนามมีพฤติกรรมอย่างไร กองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามมีอารมณ์ค้างหรือไม่ คนเสื้อแดงจึงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ช่วยอุ้มชูรัฐบาลนี้อยู่
เพราะฉะนั้นจุดที่เป็นบวกเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีมวลชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก แม้ฉลองชัยชนะไปแล้วเขาก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน ยังเฝ้ามองดูอยู่จุดนี้ถือเป็นกำลังใจ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคนเสื้อแดงแล้วจะได้รับสิทธิพิเศษกว่าคนอื่น เพราะคนเสื้อแดงไม่ใช่แค่สีเสื้อแต่เป็นทัศนคติและจิตวิญญาณ ในอนาคตอีกประมาณ 4-5 ปี ไม่ควรถามเป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่าอีกแล้ว เพราะถ้าถามแสดงว่าบ้านเรายังมีความขัดแย้งกันอยู่
ส่วนที่คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแล้วส่งผลกระทบต่อรัฐบาล "อนุสรณ์" เห็นว่า พฤติกรรมบางเรื่องล้ำหน้าเกินไป ก็จะมีอีกกลุ่มที่เป็นภาคีมองว่าล้ำหน้า ต่อไปก็จะไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอีก
"ผมมองว่ากลไกของเสื้อแดงที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาชัดเจน ไม่มีสายรายงานขึ้นตรงใครสั่งใคร มองเป็นอุปสรรคก็เป็น มองเป็นเสรีภาพก็ได้ มองเป็นความงดงามก็เป็น แต่จะเป็นปรากฏการณ์ที่ผมเชื่อว่าถ้าสิ่งใดสนับสนุนรัฐบาลเสื้อแดงก็จะทำ และอะไรเป็นอุปสรรคเป็นลบกับรัฐบาลเสื้อแดงไม่ทำแน่นอน ส่วนกลุ่มที่ล้ำหน้าบ่อยๆ ก็จะออกมาไม่ได้ เพราะออกมาแล้วสังคมไม่ตอบรับ ออกมาแล้วเป็นลบกับรัฐบาลก็จะไม่ทำ" อนุสรณ์กล่าว
ส่วนการทำเนียบสื่อมวลชนแจกให้แก่คณะรัฐมนตรีและทีมงาน "อนุสรณ์" บอกว่า ส่วนตัวคิดว่าทีมโฆษกอาจจะทำเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาว่าใคร อยู่สำนักไหน แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำ พูดคุยกันต่อหน้าจะดีกว่า ที่ผมเห็นจะเป็นการทำข้อมูลเฉพาะสื่อที่ประจำทำเนียบรัฐบาล มีรูป ชื่อ นามสกุล สำนักสื่อที่สังกัด เบอร์โทร ผมไม่แน่ใจว่าส่วนที่ทำเป็นสำนักโฆษกรัฐบาลหรือส่วนราชการเป็นคนทำ แต่เท่าที่ผมเห็นจะมีแค่คนนี้ รูปนี้ ชื่อนี้ สังกัด เบอร์โทรเท่านั้น ไม่มีประวัติอื่นๆ ไม่มีแจก
แต่เมื่อทำแล้วทำให้สื่อมวลชนรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลใจกับการทำเนียบสื่อดังกล่าว "อนุสรณ์" บอกว่า จะนำไปเสนอทีมโฆษกต่อไป เพื่อความสบายในการทำงานร่วมกัน แต่คงไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ตั้งคำถามกับนายกฯ จนเกิดเหตุคนเสื้อแดงไม่พอใจ ผมเพิ่งได้รับเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อรับมาก็เข้าใจว่าคงเป็นธรรมเนียมที่ข้าราชการจะนำมาให้ แต่คงต้องไปสอบถามว่าใครเป็นคนทำ
"อนุสรณ์" บอกว่า หลักในการทำหน้าที่ทุกครั้งที่ทำงานจะมองข้ามความเป็นตัวบุคคลทุกคำถามจะถูกสื่อไปถึงประชาชน เพราะผู้สื่อข่าวชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำหน้าที่ในการสื่อไปถึงประชาชน เพราะฉะนั้นบางคำถามที่อาจจะดูแรงหนักหน่วงเราจะไม่คิดว่าส่วนตัวเขาไม่คิดจะถามแบบนั้น แต่เป็นการถามแทนประชาชน ไม่ควรไปตอบโต้ ต้องคิดอยู่เสมอว่าเราตอบให้ประชาชนได้เข้าใจ เราไม่ได้ตอบคำถามให้แก่สื่อ และสื่อก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีคิดเหมือนกับรองโฆษกรัฐบาลหรือไม่ "อนุสรณ์" หัวเราะก่อนตอบว่า เรื่องนี้ต้องไปถามท่านนายกฯ เองครับ
ส่วนแนวโน้มการทำรายงานทีวีช่อง 11 สำหรับ "ทีมโฆษก" ได้คิดว่าไว้ในอนาคตจะมีรายการ "เจาะแฟ้ม ครม." เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีอะไรบ้าง
สำหรับรายการช่อง 11 ที่มีบางรายการถูกถอด เนื่องจากเนื้อหาโจมตีรัฐบาล "อนุสรณ์" บอกว่า เราไม่อยากไปฉีกสัญญาอะไรมากมาย แต่บอร์ด (กรรมการ) โดยมารยาทแล้วต้องไปถ้ารัฐบาลใหม่มา ผมมองว่าเป็นสามัญสำนึกของคนทำรายการที่มาด้วยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณกฤษณา สีหลักษณ์ ก็ไม่อยากไปทำอะไร เพราะถ้าไปแตะโดยที่สัญญายังไม่หมด ก็เป็นเรื่อง แต่เข้าใจว่าสัญญาคงใกล้จะหมดแล้ว
ล้อมกรอบ : "ได้ดีเพราะประนีประนอม"
"โอปอ" อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกรัฐบาล วัย 36 ปี เป็นคนจังหวัดมุกดาหาร ชีวิตของ "โอปอ" เปลี่ยนเมื่อเริ่มศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชายล้วน และที่โรงเรียนนี้เองทำให้ "โอปอ" ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่เวที "โต้คารมมัธยมศึกษา" ทางช่อง 3 รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ "เต้น" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และสามารถคว้าตำแหน่ง "นักโต้คารมฝ่ายชายยอดเยี่ยม"
เวทีนี้เองทำให้ได้เข้าทำงานร่วมกับบริษัท ภาษร โปรดักชั่น จำกัด ของ "กรรณิกา ธรรมเกษร" และได้โควตาเรียนที่มหาวิทยลัยรามคำแหง ที่คณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาสังคม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่สมัยเปิดตัวใหม่ ได้ช่วยงานด้านกิจกรรมภายในพรรค เมื่อ "กรรณิกา ธรรมเกษร" มาลงสมัครเป็น ส.ส. ก็ได้ไปช่วยหาเสียง และได้ทำงานในพรรคเรื่อยมาจนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากับผู้ใหญ่ในพรรค
หลังเกิดเหุตการณ์ปฏิวัติ "โอปอ" ได้ไปทำรายการทีวีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทางสถานีโทรทัศน์หลายรายการ เคยเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็นวีนิวส์ ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ "ทักษิณ" หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 จนคนเริ่มรู้จัก
ต่อมามีโอกาสขึ้นเวทีเสื้อแดงทั้งผ่านฟ้าและราชประสงค์ โดยกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการนำข่าวมาเล่าให้คนเสื้อแดงฟัง ทำกิจกรรมสร้างความบันเทิงผ่อนคลายให้แก่ผู้ที่มาร่วมชุมนุมเป็นหลัก "โอปอ" จึงถูกจัดเป็น "แดงประนีประนอม" และมีแฟนพันธุ์แท้เสื้อแดงมากอีกคนหนึ่ง
รายการที่เคยทำก่อนหน้านี้ เช่น จับข่าวเล่าข่าว ทาง MVnews ออกอากาศทุกวัน เวลา 18.30-19.20 น. ซึ่งเป็นรายการเล่าข่าวและวิเคราะห์ปมร้อนทางการเมือง ส่วนอีกรายการคือ "ที่นี่เอ็มวี 5" ออกอากาศทางเอ็มวีไฟล์ เป็นรายการสนทนาและวิเคราะห์ข่าว ออกอากาศเวลา 21.30-23.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ เป็นการสัมภาษณ์ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน