นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “นโยบายการตรึงราคาพลังงาน ทางเลือกที่ถูกทางหรือหลงทิศ” ว่า นโยบายพลังงานของรัฐบาลเกือบจะตกเหว เพราะดำเนินการผิดพลาดตั้งแต่การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากดีเซล และเบนซิน ส่งผลให้ยอดการใช้แก๊สโซฮอล์ที่รัฐบาลควรส่งเสริมมีปริมาณการใช้ลดงทันที ทางกลุ่มโพลิซี วอทช์ จึงได้ศึกษาและเตรียมเสนอโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมต่อรัฐบาลในสัปดาห์หน้า โดยมี 10 ประเด็นที่เห็นว่ารัฐบาลควรต้องทบทวน ได้แก่ ไม่ควรตรึงราคาเชื้อเพลิงทั้งขายส่งและปลีก เพราะทำให้ปริมาณการใช้มากขึ้น โดยควรปล่อยให้ราคาเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องลอยตัว 100% แต่ขอให้ราคาลอยตัวเป็นส่วนใหญ่
ส่วนราคาขายปลีกเชื้อเพลิงนั้น ให้สะท้อนต้นทุน โดยเป็นราคา ณ โรงกลั่นน้ำมัน หรือโรงแยกก๊าซธรรมชาติ บวกค่าการตลาดที่เหมาะสม
สำหรับราคาดีเซลนั้น จะต้องไม่ให้ต่ำกว่าเบนซินมากนัก หรืออยู่ในระดับ 5 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ในโครงสร้างราคานั้น ควรมีสัดส่วนของภาษีต่างๆ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเทศบาล ประมาณ 15-20% จึงจะเหมาะสม ส่วนค่าการตลาดควรอยู่ระดับ 1.5-2 บาทต่อลิตร
ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทั้งการเป็นกลไกชดเชยราคา และรักษาเสถียรภาพของราคา โดยประเมินว่า การรักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ที่ 5,000 ล้านบาทต่อเดือน จะเหมาะสมสำหรับการทำหน้าที่ต่างๆ ของกองทุน นอกจากนี้ยังเสนอให้ลอยตัวราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภายใน 1 ปี และอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น ครัวเรือนที่ยากจน โดยอาจใช้วิธีการอิงฐานครัวเรือนที่ได้ค่าไฟฟ้าฟรี 7-10 ล้านครัวเรือน และแจกคูปอง หรือบัตรส่วนลดไปกับบิลค่าไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ก็ต้องลอยตัวเช่นเดียวกัน และหามาตรการช่วยผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม
"ข้อเสนอทั้งหมดนี้จะทำให้ราคาดีเซลต้องปรับขึ้น 4 บาทต่อลิตร ส่วนแอลพีจีปรับเพิ่ม 9.87 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเชื้อเพลิงอื่นๆ จะใกล้เคียงของเดิม โดยเสนอให้ทยอยปรับขึ้นมากกว่าที่จะขึ้นคราวเดียวเพื่อลดผลกระทบ" นายพรายพล กล่าว