เกษตร : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2554

ผนึกสหกรณ์เกษตร "อีสาน-ใต้"

ผนึกสหกรณ์เกษตร "อีสาน-ใต้"นำร่อง "ข้าวสาร" ผ่านเครือข่าย

          การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งถือเป็นช่องทางสำคัญในการอยู่รอดของสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรที่แต่ละแห่งมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และภูมิประเทศ ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำโดย สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้เปิดเวทีให้เครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตในภาคอีสาน และเครือข่ายสหกรณ์ผู้จำหน่ายในภาคใต้จำนวน 19 แห่งลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวสารสหกรณ์ในการทำตลาดร่วมกัน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
 
          สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยว่า เครือข่ายข้าวสารสหกรณ์จะเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของข้าวสารสหกรณ์ในอนาคต หากเครือข่ายข้าวสารสหกรณ์เข้มแข็ง ทั้งเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตและเครือข่ายผู้บริโภคจะก่อให้เกิดการกระจายข้าวสารที่มีคุณภาพไปสู่สมาชิกสหกรณ์ได้บริโภคข้าวสารคุณภาพจากสหกรณ์ด้วยกันเอง ก่อให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือกันด้านการทำธุรกิจ และความร่วมมือด้านอื่นๆ ตามมา เกิดความเข้มแข็งของบวนการสหกรณ์แบบยั่งยืนในอนาคต
 
          จากรายงานข้อมูลตัวเลขพบว่าปัจจุบันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรทั้งประเทศ 13,000 แห่ง สมาชิกประมาณ 11 ล้านครอบครัว คิดเป็นประชากร 33 ล้านคน หรือ 50% ของประชากรทั้งประเทศ ประมาณการบริโภคข้าวสาร 6 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็นมูลค่า 150,000 ล้านบาท หากเราสามารถส่งเสริมและกระตุ้นให้สมาชิกสหกรณ์บริโภคข้าวสารของสหกรณ์ด้วยกันเอง จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดข้าวสารในแต่ละภูมิภาคเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้ตลาดข้าวสารสหกรณ์เกิดเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
          
          อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ย้ำด้วยว่า ปัจจุบันโรงสีข้าวทั้งขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทยจำนวน 38,929 แห่ง ในจำนวนดังกล่าวเป็นโรงสีข้าวของสหกรณ์ขนาดเล็ก ขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 24 ตันต่อวัน ถึง 120 ตันต่อวัน จำนวน 138 แห่งหรือ 0.35% ของทั้งประเทศ   ส่วนขนาดใหญ่ขนาดกำลังการผลิต 40 ตันต่วันมีทั้งหมด 138 แห่งแบ่งภาคเหนือ 64 แห่งรองลงมาภาคกลาง 38 แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32 แห่งและภาคใต้ 4 แห่ง

          “ปัจจุบันปริมาณข้าวสารที่ใช้ภายในประเทศ 12.08 ล้านตันข้าวสาร ส่งออก 8.94 ล้านตันข้าวสาร หากเปรียบเทียบกับมูลค่าทางการตลาดข้าวสารโดยรวมทั้งประเทศซึ่งรวมของภาคเอกชน มูลค่าทางการตลาดข้าวสารของสหกรณ์นับว่ายังมีปริมาณน้อยมากเทียบกับภาคเอกชน ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องการที่จะเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้มากขึ้น จากปี 2553 เรามียอดทางการตลาดอยู่ประมาณ 1,500 ล้านบาท” สมชายระบุ

          อย่างไรก็ตามในอนาคตกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความมั่นใจว่าจะสามารถขยายช่องทางการตลาดข้าวสารในประเทศของสหกรณ์ได้มากขึ้น โดยผ่านระบบการค้ารูปแบบเครือข่ายสหกรณ์ โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาดหลายแห่ง อาทิ คลัสเตอร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เครือข่ายข้าวทุ่งสัมฤทธิ์ เครือข่ายข้าวบุรีรัมย์ เครือข่ายข้าวสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งการจัดระบบเครือข่ายดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนด้านโลเจสติกส์ได้อีกด้วย  

          ทั้งนี้ เครือข่ายข้าวสารสหกรณ์จะเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของข้าวสารสหกรณ์ในอนาคต หากเครือข่ายข้าวสารสหกรณ์เข้มแข็ง ทั้งเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตและเครือข่ายผู้บริโภค จะก่อให้เกิดการกระจายข้าวสารที่มีคุณภาพไปสู่สมาชิกสหกรณ์ได้บริโภคข้าวสารคุณภาพจากสหกรณ์ด้วยกันเอง ก่อให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือกันด้านการทำธุรกิจ และความร่วมมือด้านอื่นๆ ตามมา เกิดความเข้มแข็งของกระบวนการสหกรณ์แบบยั่งยืนในอนาคตนั่นเอง