: กระจกเงา
วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2554

บั้งไฟ

สนามเรื่องสั้นสั้น : บั้งไฟ : บายไลน์...ภูมิชาย คชมิตร

1.บั้งไฟ

          เมื่อมองไปจนสุดตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม ในหน้าแล้งบนพื้นดินร้อนระอุต่างคละคลุ้งอบอวลไปด้วยฝุ่นสีน้ำตาล ในช่วงนี้สิ่งที่ชาวนากลัวที่สุดไม่ใช่งูพิษหรือสัตว์ร้ายที่ไหน แต่กลัวฝนแล้ง ในช่วงเดือนหกบนดินแดนอันแล้งร้อนก็จะทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนจากแถน (เทวดา)บนสวรรค์  ในอดีตแต่ละหมู่บ้านจะทำบั้งไฟกันเอง แต่ทุกวันนี้ก็จะจ้างช่างมาจากต่างจังหวัดซึ่งเป็นผู้มีฝีมือมาทำบั้งไฟ คนเหล่านี้มีความชำนาญ ทำบั้งไฟเป็นอาชีพจึงเป็นที่น่าเชื่อถือว่าบั้งไฟที่จ้างช่างทำนั้นจะต้องขึ้นสูงอย่างแน่นอน

          วันนี้ผมไปชมงานบุญบั้งไฟ ในช่วงบ่ายชาวบ้านจะช่วยกันแห่บั้งไฟใส่ท้ายรถกระบะ บั้งไฟที่นำมาโชว์นั้นเรียกว่า "บั้งไฟเอ้” คือบั้งไฟสวยงามประดับกระดาษหลากสีสัน บั้งไฟนี้มีไว้โชว์ในขบวนแห่เท่านั้นไม่ได้เอาไว้จุดจริง หลังจากที่แห่บั้งไฟเอ้ในช่วงบ่ายแล้ว ในตอนกลางคืนก็จะมีการแสดงมหรสพเช่น หมอลำหรือหนังกลางแปลง ในวันรุ่งขึ้นจึงจะมีการจุดบั้งไฟกันจริงๆ

          โดยเริ่มตั้งแต่ในช่วงเช้า ในระหว่างจุดบั้งไฟก็จะมีการแสดงหมอลำซิ่งไปด้วย คนก็จะมาเต้นอยู่ที่เวทีการแสดงอย่างสนุกสนาน สำหรับการจุดบั้งไฟจะจุดเป็นระยะๆ บั้งไฟที่นำมาจุดส่วนที่เป็นตัวบั้งไฟจะทำด้วยท่อพีวีซี ในส่วนหางจะเป็นไม้ไผ่ สังเกตว่าคนที่มาชมส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่น ด้วยกันทั้งนั้นมีคนเคยบอกว่าคนเหล่านี้จะเดินสายเล่นพนันบั้งไฟไปตามหมู่บ้านต่างๆ การลงเงินเดิมพันจะลงกันเป็นพัน เป็นหมื่นบาทเลยทีเดียวบางครั้งอาจจะมากกว่านั้น

          ในอดีตผมจำได้เคยไปดูเขาจุดบั้งไฟ พอบั้งไฟจุดไม่ขึ้น ทีมงานที่ทำบั้งไฟชุดนี้ก็จะถูกจับโยนลงโคลนเนื้อตัวเปื้อนมอมแมม แต่ทุกวันนี้ไม่มีการจับอีกฝ่ายโยนลงบ่อโคลนกันแล้ว มีแต่การเดิมพันแบบนี้แหละ เมื่อผมไปดูก็เห็นคนเล่นการพนันจับกลุ่มพูดคุยกันขณะเล่นเดิมพันแข่งบั้งไฟกัน โดยจะดูที่นาฬิกาจับเวลาว่าบั้งไฟของใครจะลอยอยู่บนฟ้าได้นานกว่ากัน สำหรับคนที่มองเห็นไม่ชัดเจนก็ส่องด้วยกล้องส่องทางไกลซึ่งพวกเขาได้เตรียมมาด้วย พวกเขาจะส่องดูนับจากที่บั้งไฟขึ้นกระทั่งบั้งไฟตกหล่นหายมองไม่เห็น ซึ่งระยะเวลานี้แหละที่พวกเขาจะพนันกันว่าบั้งไฟของใครจะลอยอยู่บนฟ้าได้นานกว่ากัน

2.แถน

          เมืองบนสวรรค์อันเป็นที่อยู่ของแถน ท้องทุ่งเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว แถนเดินเล่นบนลานก้อนเมฆสีขาวเพื่อเช็คยอดบั้งไฟที่ส่งขอฝน เมื่อแถนได้รับข้อความ แถนก็จะไปดำเนินการเพื่อเนรมิตให้ฝนตกตามที่คนบนโลกเสนอต่อไป เมื่อบั้งไฟล่องลอยมาถึงก้อนเมฆ แถนก็จะมองลงไป

          “พวกนี้เห็นทีจะเดือดร้อนเรื่องน้ำจริงๆ ถึงได้ขอฝนไม่หยุดไม่หย่อน”    บั้งไฟโผล่มาถึงสวนก้อนเมฆ แถนก็จะเนรมิตฝนตกลงไปตามคำขอในอดีตขั้นตอนการทำฝนค่อนข้างจะยุ่งยากและล่าช้ากว่าแต่ทุกวันนี้แม้วิธีขอฝนผ่านการทำบั้งไฟดูจะไม่ทันสมัยแต่คนก็ยังทำกันอยู่ เมื่อแถนเห็นบั้งไฟ แถนก็จะไปสร้างฝนตามคำขอของคนที่อยู่บนโลกแล้วแถนก็เดินหายไปในก้อนเมฆสีดำที่เป็นเมฆฝนแล้วดลบันดาลให้ฝนตกแล้วก็เดินกลับราชวังบนก้อนเมฆ ความสงบจับคลุมก้อนเมฆ เมื่อผืนฟ้าเริ่มมืดค่ำบั้งไฟก็เริ่มจางหาย วันนี้แถนเหนื่อยมามากพอแล้ว ฝันๆ เอาไว้อยู่เหมือนกันว่าหากวันไหนได้หยุดร้อนก็จะมีเวลาพักผ่อนบ้างเพราะรู้สึกว่าในพักหลังๆ มานี้คนจะขอฝนบ่อยเหลือเกิน เมื่อแถนกำลังคล้อยหลังว่าจะกลับไปพักผ่อนอยู่นั้นบั้งไฟอีกลำก็พุ่งทะยานขึ้นมา “ขอให้เป็นลำสุดท้ายเถอะนะ” แถนรำพึง

          เพื่อความไม่ประมาท แถนก็จดบันทึกการทำรายการขอฝนไว้ เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเนรมิตการทำฝนเอาไว้แล้วเดินกลับหลังจากต้องเหนื่อยล้ามาจากการทำการบันทึกการขอฝนมาตลอดทั้งวันและยังคงค้างบัญชีมาตั้งแต่เดือนหกแล้วนะเข้าถึงเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสองแล้วก็ยังมีข้อความร้องขอฝนผ่านบั้งไฟ ส่งขึ้นมาเช่นเดิมที่แถนยังค้างไม่ได้ทำรายการเนรมิตฝนให้

3.คนสร้างฝนตัวจริง

          ฝนตกติดต่อกันมาสามสัปดาห์แล้ว ผมนั่งฟังข่าวพยากรณ์อากาศทางวิทยุว่าฝนจะตกคราวนี้ตกมากถึงมากที่สุดโดยเฉพาะภาคอีสาน อาณาบริเวณของฝนพาดผ่านหลายประเทศก่อนที่จะลอยเข้ามาถึงไทย ฝนลูกนี้ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา วันนี้น้ามาบอกผมที่บ้านว่าให้ไปช่วยกันเกี่ยวข้าว “ข้าวพอเกี่ยวแล้วหรือ”  “ยัง” น้าตอบ “แล้วไปเกี่ยวทำไมครับ” ผมถาม “เกี่ยวมาให้วัว” คำตอบนี้ผมคะเนได้ว่าคงมาจากฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันนั่นเอง ผมกับน้าและหลานช่วยกันเกี่ยวข้าวได้สามวันน้ำก็เอ่อท่วมจนมิดต้นข้าว “ปล่อยให้ปลากินเถอะ เผื่อจะมีปลาเอาไว้ทำปลาร้ามั่ง” น้าพูด

          วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสบนท้องฟ้ามีควันสีขาวขีดตรงเป็นทางขึ้นฟ้า “เขายังทำฝนเทียมอยู่อีกหรือน้ำท่วมยังงี้”  “ฝนเทียมที่ไหน นั่นมันบั้งไฟ พวกนี้จุดมาตั้งแต่เดือนหกแล้วจุดมาตั้งห้าหกเดือนยังไม่ยอมหยุดเลย พญาแถนคงงงมั้งก็เลยสร้างฝนไม่หยุด พวกนี้จุดบั้งไฟเล่นพนันกัน” “เขาเล่นกันยังไงครับ พนันบั้งไฟ”  “ก็เปิดเหมือนกับเปิดบ่อนไก่นั่นแหละแต่จุดอยู่ทุกวัน  เดิมพันกันว่าบั้งไฟของใครจะลอยอยู่บนฟ้าได้นานที่สุด ธรรมดาบุญบั้งไฟเขาจะจุดเดือนหก แต่พวกนี้จุดทุกวันฝนก็เลยตกไม่รู้เวล่ำเวลา”

          สายควันสีเทาพุ่งขึ้นฟ้าเป็นทางยาว แล้วก็โค้งดิ่งเป็นรูปตัวยูคว่ำลง กว่าจะสลายตัวไปรวมกับกลุ่มเมฆพันหมื่นก้อนบนฟากฟ้ากว้าง สักพักฝนก็ทำท่าว่าจะตก บั้งไฟนั้นจุดแทบทุกวัน แม้ว่าจะผ่านมาถึงเดือนสิบสองถึงวันลอยกระทงแล้วก็ตาม “พวกนักพนันแข่งบั้งไฟนี่แหละ คนสร้างฝนตัวจริง” น้าพูด