"ทหารไทย-นักการเมือง"สัมพันธ์ลึก"ไส้ศึกขแมร์"

ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ทั้งประเทศ...เมื่อรู้ข่าวร้อนข้ามทวีปถึงการประกาศถอนตัวของ "คณะผู้แทนไทย" จากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและกรรมการมรดกโลก เมื่อ "ยูเนสโก" เสนอร่างแผนของตัวเอง โดยเฉพาะแผนการบูรณะตัวปราสาทพระวิหาร ที่ระบุถึงการเข้ามาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยของไทย อยู่นอกเหนือจากตัวปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันพื้นที่รอบตัวปราสาทกัมพูชาก็ได้ยึดครองบางส่วน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติชัดเจนว่าแนวเขตแดนอยู่ตรงไหน จะยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

 ก้าวต่อไปนับจากนี้...คนไทยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ชายแดนต่างหวั่นหวาดถึงการ "สู้รบ" ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ จากที่เคยหวาดหวั่นอยูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงการเข้ามาของ "สายลับเขมร" เพื่อมา "เจาะพิกัดทางการทหาร" และ "ที่ตั้งของบ้านเรือนราษฎร" ล่าสุดเพิ่งจับ 3 สายลับชาวกัมพูชาได้ และยิ่งเครียดเพิ่มอีกเมื่อมีข่าวว่า พ.อ.ยา เปา ซึ่งปัจจุบันเลื่อนยศเป็น "พลจัตวา" หัวหน้าสายลับกัมพูชา หลบหนีไปได้พร้อมแผนที่พิกัด!!

 การหลบหนีอย่างฉลุยของ "ยา เปา" ไม่ใช่สิ่งเกินคาด แต่น่าสงสัยว่า นายทหารระดับหัวหน้าฝ่ายการข่าวของเขมรถึงได้รับอภิสิทธิ์เข้า-ออกประเทศไทยได้อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ด่านพรมแดนด้านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เรื่อยมาจนถึงชายแดนเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ไปจนถึงด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ แถมชุดปฏิบัติการโดยการนำของเขา ยังเดินทางเข้ามาถึงที่ตั้งค่ายทหารไทยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร

 "ยา เปา" หรือ นายวิชัย เป็นที่รู้จักกว้างขวางของคนทำธุรกิจมืดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้มีความสนิทสนมกับนายทหารนอกแถวฝ่ายไทยบางนาย ที่อาศัยสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนหากินในธุรกิจมืด ทั้งค้าอาวุธสงคราม ยาบ้า และสร้างรายได้อย่างมาก ตอนนี้คือ "ค้าไม้พะยูง" ซึ่งเครือข่ายธุรกิจมืดของเขา มีนายทหารบางนายและนักการเมืองบางรายทำธุรกิจร่วมอยู่ การได้ข้อมูลเชิงลึกทางทหารจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหัวหน้าสายลับรายนี้ แค่ยกหู "กริ๊ง" เดียว ข้อมูลจากปาก "คนขายชาติ" ก็พร่างพรูมา!!

 “ข่าวการจับกุม 3 สายลับ อาจจะสร้างความวิตกกังวลไม่น้อยแก่ทหารน้อยใหญ่ที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ แต่เบื้องหลังผู้บังคับบัญชาบางคนกลับหันไปจับมือนายทหารฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยข้อมูลทางการทหารเพื่อแลกกับธุรกิจค้าไม้พะยูง และธุรกิจมืดตามแนวชายแดน มันเป็นเรื่องเจ็บปวดขนาดไหน” แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว 

 เพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่ 3 สายลับเขมรจะถูกจับกุม...เกิดเหตุปะทะกันอย่างตึงเครียด เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา "ทหารไทย" จับกุม "อดีตผู้ใหญ่คนหนึ่ง" ใน ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก พบพฤติการณ์ต้องสงสัยว่า อาจจะเป็นสายลับให้ฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากเหตุปะทะเมื่อช่วง 2 วันแรก ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวด บีเอ็ม 21 ถล่มหมู่บ้านหนองคันนาตลอด จึงเชื่อว่าจะมีคนคอยแจ้งพิกัดให้ และจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบว่ามีสายโทรออกเลขหมายปลายทางเป็นเบอร์ประเทศกัมพูชาหลาย 10 สาย หากอดีตผู้ใหญ่บ้านรายนี้ เป็นสายลับจริงตามที่ถูกกล่าวหา ก็เป็นเรื่องที่น่าใจหายไม่น้อย

 นอกจากนี้ เหตุการณ์ปะทะเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริเวณชายแดนด้านเขาพระวิหาร แหล่งข่าวทางทหารเปิดเผยว่า ระหว่างการปะทะครั้งนั้น จากการดักฟังวิทยุฝ่ายตรงข้าม ได้ยินอยู่ 2 ประโยคหลักๆ คือ “ตรอวเฮยยๆ” กับ “ดะตีสๆ” คือ “ถูกแล้วๆ” กับ “ใส่อีกๆ” หรือ "ยิงซ้ำอีก" นั่นเอง ถ้าไม่มี "สายลับ" หรือ "สปาย" คอยรายงานระบุพิกัดที่กระสุนปืนใหญ่ตกให้แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ายิงถูก หรือต้องยิงซ้ำอีก!!

 แหล่งข่าวรายเดิมยังเปิดเผยถึงที่มาของสายลับว่า มี 2 รูปแบบหลักๆ คือ กลุ่มชาวกัมพูชาที่มาแต่งงานมีครอบครัวกับคนไทย ซึ่งมักเป็นทหารเขมรแดงที่หนีทัพมาหลบอยู่ในประเทศไทยตามตะเข็บชายแดน จะคอยป้อนข่าวความเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายไทยให้กัมพูชารับทราบอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกกลุ่มคือ งานต่างด้าว ที่มารับจ้างกรีดยางพารา ซึ่งมักจะอยู่ใกล้กับฐานทหารของไทย แถมทั้งสองกลุ่มนี้ยังตรวจสอบได้ยากอีกด้วย

 "ทางออกคือประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล หากมีเบาะแสอะไรที่น่าสงสัยว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมเข้าข่ายจะเป็นสายลับ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทันที" แหล่งข่าวทางทหาร แนะนำด้วยความเป็นห่วง
 
        - ศูนย์ข่าวภาคอีสาน -