2พรรคใหญ่ดีเดตนโยบายการศึกษา"กษมา"วิพากษ์รมว.ศธ.ต้องรู้จริง-ทำได้จริง

"คุณหญิงกษมา" แนะพรรคการเมืองสานต่อนโยบายที่ดี ทำได้จริงไม่ใช่หวือหวา ติงรัฐมนตรีศึกษาต้องรู้จริง ไม่ใช่มาฝึกงาน หลายเดือน ยังทำงานไม่ได้ แนะไม่ควรเปลี่ยนบ่อย จะทำให้การศึกษาไม่ต่อเนื่อง ย้ำปฏิรูปการศึกษาต้องใช้เวลา ขณะที่ปชป.ขายเรียนฟรี 15 ปี ปล่อยกู้กยศ.เพิ่มอีก 2.5 แสนราย ส่วนพท.ชูพักชำระหนี้ครูที่ไม่เกิน 5 แสนบาทใน 3 ปี และนโยบายรถคันแรกของครูโดยคืนภาษีสรรพสามิตให้ลดราคารถรุ่นประหยัด

 วันที่ 21 มิถุนายน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมสื่อมวลชนสายการศึกษา และกลุ่ม For Thailand จัดราชดำเนินเสวนา "ถกนโยบายการศึกษารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน โดยมี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบาย

  โดย นายชินวรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้จะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่งบประมาณด้านการศึกษาไม่ได้ลดน้อยลงไป และภายหลังการเลือกตั้งไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคไหนก็ตาม แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบชัดเจนในการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ไว้แล้ว มีการจัดตั้งกลุ่มศึกษายุทธศาสตร์ และทำหน้าที่ขับเคลื่อนไว้อย่างชัดเจน

 ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทุกครั้งที่หาเสียงนายอภิสิทธิ์ จะตอกย้ำ เรื่องเรียนฟรี เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศ และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่ออนาคตของชาติ และเพิ่มงบกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้สามารถปล่อยกู้ให้ผู้เรียนอีก 2 .5 แสนราย เพื่อให้ผู้ที่มีฐานะยากจนในชนบทสามารถเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม และมุ่งเน้นไปที่เด็กด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็น ชายขอบ ชาวเขา เด็กพิการ ที่สามารถเรียนร่วมในโรงเรียนปกติได้มากกว่า 9 แสนคน และให้สำนักงานการศึกษาพิเศษ ดูแลการศึกษาของเด็กพิการซ้ำซ้อน ที่มีอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 4 แสนคน รวมทั้งเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ต้องอยู่กับบ้าน

 นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าการสร้างมาตรฐานคุณภาพ โดยเฉพาะอาชีวะต้องมีฝีมือด้านแรงงาน มีสถาบันที่พัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพและค่าจ้าง ซึ่งต้องสร้างเกณฑ์การวัดมาตรฐาน สำหรับมหาวิทยาลัยจะให้ไปสู่มาตรฐานโลก โดยต้องพัฒนาทักษะบัณฑิตรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ในการตัดสินใจ มีเทคโนโลยีขั้นสูง และมีคุณธรรมจริยธรรม

 “ปัจจัยที่สำคัญ คือ ครู มีการสร้างครูพันธุ์ใหม่ เพิ่มงบและนโยบายให้คนเก่งมาเป็นครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ได้รับทุนเพื่อมาเป็นครูซูเปอร์พรีเมี่ยม และครูพรีเมียม เพิ่มเงินให้ครู 13% เพื่อเป็นกำลังใจให้ครู แต่ครูต้องเปลี่ยนการสอนจากการสอนเป็นการเรียนรู้ สุดท้าย ด้านไอซีที ได้วางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไว้ประมาณ 7 พันล้านแล้ว กำลังลงไปถึงโรงเรียนดีประจำตำบล และดำเนินการจัดซื้อคอมให้ 1 เครื่องต่อ 10 คน”

 ขณะที่นายคณวัฒน์  วสินสังวรณ์ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการพัฒนาการศึกษาต้องทำ เรื่องการศึกษาไม่มีอะไรซับซ้อน เวลาดูเรื่องขีดความสามารถ ต้องดูเรื่องการพัฒนาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ความเข้าถึงและก้าวถึงต้องไปด้วยกัน นโยบายของพรรคเพื่อไทย คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตามทันสากลโลกและมีความเป็นไทย หลักสูตรที่มีต้องมีมาตรฐานสูงเทียบเท่าสากล เพราะต้องพัฒนาแต่ต้องรักษาความเป็นไทยเอาไว้ เช่น โครงการตำราแห่งชาติ เป็นเรื่องเนื้อหาสาระ (content)”

 ส่วนการผลิตและปฏิรูปครู ต้องเป็นนโยบายที่สำคัญ อาจผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ การสร้างครูพันธุ์ใหม่ต้องใช้เวลา ทดแทน 2 แสนคนจาก 4 แสนคนที่จะออกไปใน 10 ปีข้างหน้า ต้องจัดการระบบผลตอบแทนเงินเดือนใหม่ ให้จูงใจคนเก่งคนดีเข้ามาเป็นครู พักชำระหนี้ครูที่ไม่เกิน 5 แสนบาทในเวลา 3 ปี และนโยบายรถคันแรกของครูโดยคืนภาษีสรรพสามิตให้ลดยอดราคารถรุ่นประหยัด

 สิ่งที่จะมาเติมเต็มการศึกษา คือ เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ไม่เท่าเทียม ต้องทำไปพร้อมกับการปฏิรูปหลักสูตร ควรจัดเวทีเสวนาเชิญครูมาทำการวิจัย เพิ่มกระบวรการการเรียนการสอนความเป็นไทย ผลักดันให้เกิดการวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับการติดตั้งอินเตอร์เน็ตฟรีไวไฟในที่สาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล แจกแท็บเล็ทพีซี เด็ก ป.4  ถ้าแจกทั้งหมด 8 ล้านคน งบไม่เกิน 5หมื่นล้าน

  ด้านอาชีวะศึกษา ต้องสร้างทักษะให้เชื่อมโยงภาคการผลิต ส่วนด้านอุดมศึกษา ต้องทำให้อุดมศึกษาเชื่อมโยงกับท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิตเป็นการสร้างผู้ประกอบการ โดยจะตั้งกองทุนตั้งตัวได้ จัดไว้ทุกมหาวิทยาลัยเป็นวงเงินประมาณ 1,500,000 ล้านบาท ซึ่จะ เป็นหัวใจสำคัญให้อุดมศึกษาและอาชีวะปรับตัวและหลักสูตร

 ในช่วงหลังมีการวิจารณ์นโยบายพรรคโดย คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเคยทำงานมากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 12 คน ตำแหน่งล่าสุดก่อนเกษียณคือ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่าหัวใจของการจัดการศึกษาต้องสามารถลดความเหลื่อมล้ำของชนชั้นในสังคมลงให้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อ่อนด้อยโอกาสที่สุดในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่หลุดออกและตกหล่นจากระบบต้องให้ความสำคัญ

 “ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา ตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้ว รัฐบาลต้องดูแล ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ให้ความรู้พ่อ แม่  พี่เลี้ยง หรือแม้กระทั่งเด็กที่อาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย พอเข้าระบบต้องการเรียนการสอนที่หลากหลาย ปัจจุบันเรากำหนดการศึกษารูปแบบเดียว ควรทำให้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเด็กออกเรียนกลางคัน หลุดออกและตกหล่นจากระบบการศึกษา”

 สำหรับการเรียนฟรี 15 ปี ต้องดูว่า ควรเพิ่มงบประมาณในการดูแลเด็กทุกคนที่โตมาในสถานการณ์ที่ยากไร้ และกระทรวงศึกษาธิการต้องยอมรับและให้หน่วยงานอื่นเข้ามาทำงานเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก เรียกร้องให้หาคนดีมีฝีมือ และเข้าใจด้านการศึกษามาเป็นรัฐมนตรี รู้จริง และไม่ควรเปลี่ยนบ่อยเพื่อความต่อเนื่อง เพราะการปฏิรูปการศึกษาต้องใช้เวลานานและอาศัยความต่อเนื่อง ที่สำคัญข้าราชการเบื่อรัฐมนตรีฝึกงาน ที่ยังไม่รู้จริง ไม่เข้าใจและใช้เวลาการศึกษานานกว่าจะทำงานได้ รวมทั้งพรรคการเมืองควรมีการสานต่อนโยบาย มีระบบการศึกษาที่ต่อเนื่อง เน้นนโยบายระยะยาว อย่าเน้นแค่นโยบายระยะสั้นที่ดูดี หวือหวา แต่ไม่ใช่ของจริง

 ส่วนงบประมาณด้านการศึกษาที่ต้องเพิ่มมากขึ้น นั้นควรจะพิจารณาด้วยว่าตรงกลุ่มคนที่ควรได้ หรือจำเป็นต้องได้ หรือไม่ ที่ผ่านมาเป็นการลงทุนที่ไม่ตรงจุดหรือไม่ สำหรับนโยบายการแจกอุปกรณ์ ICT ที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของเด็กเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีปัญหามาก ต้องทำการศึกษาให้ดี ที่ผ่านมามีนโยบายดีๆ เช่น นโยบายไม่รับฝากเด็กเข้าเรียน แม้จะยังไม่สำเร็จ 100% แต่เป็นโครงการที่น่าส่งเสริม ควรศึกษาต่อว่าจะแก้ไขให้สมจริงได้อย่างไรทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ทุกพรรคการเมืองต้องจับมือกัน ให้ความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจบลงที่โรงเรียน เล็งเห็นความสำคัญว่าการศึกษาของเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ให้โรงเรียนเป็นสนามแห่งการร่วมมือ ไม่ใช่สนามรบ

 ดร. ประภาภัทร นิยม  จากสถาบันอาศรมศิลป์กล่าวว่า กระบวนการจัดคุณภาพการศึกษาต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง เริ่มตั้งแต่ครอบครัวและสังคม ที่จะมีส่วนร่วมในการชี้นำ ไม่ใช่แค่ครูเท่านั้น การสร้างครูดี ครูพันธุ์ใหม่ เปิดโอกาสการศึกษา แต่ต้องตั้งคำถามต่อไปด้วยว่าโครงการเหล่านี้จะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะการปฏิรูปการศึกษาในหลายปีที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงแต่ก็ไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 รวมทั้งการทุ่มงบประมาณ หรือนโยบายด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาจะดีขึ้นได้ เพราะการทุ่มงบประมาณที่ผ่านมา ลงไปในจุดที่กระตุ้นถูกด้านหรือไม่ การใช้จ่ายจำนวนมากไปถูกจุดที่ควรจะได้รับหรือไม่ แม้เงินอาจไปถึงรายหัวเด็ก แต่ยังไม่ไปถึงส่วนอื่นๆ เช่นกลไกในการขับเคลื่อน และกลไกประกันคุณภาพ

 ดร. ประภาภัทร กล่าวด้วยว่า ที่ทั้ง 2 พรรคพูดถึงคุณภาพของครู การเพิ่มความรู้และการฝึกฝนเป็นเรื่องดี แต่หากครูขาดหัวใจ ขาดน้ำหล่อเลี้ยงของหัวใจที่เงินไม่สามารถซื้อได้ คุณภาพก็ไม่เกิด ฉะนั้น เราต้องการผู้บริหารที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ด้วย เมื่อพรรคการเมืองมองภาพใหญ่ต้องมองให้ลงลึกด้วย ถึงระบบบริหารว่ามีวิธีการแบบไหนที่จะก่อให้เกิดกลยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านอย่างแท้จริง

 “การทุ่มงบประมาณ หรือนโยบายด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาจะดีขึ้นได้ เพราะการทุ่มงบประมาณที่ผ่านมา ลงไปในจุดที่กระตุ้นถูกด้านหรือไม่ การใช้จ่ายจำนวนมากไปถูกจุดที่ควรจะได้รับหรือไม่ แม้เงินอาจไปถึงรายหัวเด็ก แต่ยังไม่ไปถึงส่วนอื่นๆ เช่นกลไกในการขับเคลื่อน และกลไกประกันคุณภาพ”