กิน-ดื่ม-เที่ยว : โลกใบนี้ดนตรีไทย
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2554

    โลกใบนี้ดนตรีไทย-money expoกรับเสภา2

    วันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้ไปงาน มหกรรมการเงิน 2554 money expo 2011 ซึ่งงานนี้จัดเพื่อให้ประชาชนได้มาใช้บริการทางการเงินโดยมีสถาบันทางการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากกว่า 100 สถาบัน ซึ่งงานนี้ได้จัดขึ้นที่

    อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่  12  ถึงวันที่  15  ที่ผ่านมาและในวันที่ผมไปนั้นก็มีประชาชนคนไทยเข้าร่วมงานกันอย่างหนาตา เพราะงานนี้โดยหลักก็คือการปล่อยเงินสินเชื่อจากธนาคารต่างๆ สถาบันการเงิน บริษัทลิสซิ่งอะไรเหล่านี้ซึ่งก็จะเป็นสินเชื่อต่างๆ เช่น สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือแม้กระทั่งประกันชีวิต ประกันภัย หรือแม้กระทั่งสินเชื่อเพื่อการศึกษา ซึ่งสถาบันต่างๆ ก็ดึงดูดลูกค้าด้วยแคมเปญที่ต่างกันโดยบางแห่งก็ดูดีแต่บางแห่งก็ดูชอบกล เช่น บางธนาคารปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ บางที่ก็รับไปเลยประกันอุบัติเหตุหรือก็ลุ้นรับรถยนต์ทุกๆ 1 ล้านบาท แต่แคมเปญที่แปลกก็จะเป็นพวกเป็นลิสซิ่งโดยบางแห่งก็ผ่อนน้อยผ่อนนาน  84 เดือนผ่อนตรงเวลาลด  1 เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างนี้  แต่บางบูธก็ทำสัญญาวันนี้แถมผ้าชามัวร์มูลค่า 200 บาท ซึ่งผมเดินผ่านบูธไปแล้วก็ลองคิดดูว่า  เอ่อ ! กู้เป็นแสนแถมผ้าชามัวร์ตั้ง 200 บาท แบบนี้ผมว่าเปลี่ยนเป็นบัตรสมนาคุณรับประทานหมูกระทะฟรีที่ร้านไหนก็ได้และคงไม่เกิน199 บาท น่าจะดีกว่า เพราะว่าอิ่มกว่าอร่อยกว่าผ้าชามัวร์ ที่เอามาก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่

     อย่างไรก็ดีงานนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีทางออกในการหาเงินไปลงทุนหรือต่อยอดออกไปอีก แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งของผมนั้นก็คิดว่าเป็นการสร้างหนี้สินให้แก่ประชาชนเหมือนกันและสุดท้ายก็จะเป็นปัญหาของเรื่องหนี้สินค้างชำระหรือไม่ยอมชำระโดยเฉพาะรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์หลายท่านออกรถมาจากบริษัทลิสซิ่งได้ไม่กี่เดือนก็จะชิ่งหนีไปเฉยๆ ซะอย่างงั้น  แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้นะครับ

     ส่วนตัวผมเองที่ไปงานนี้ก็ไม่ได้ไปกู้เงินไปลงทุนอะไรกับเขาหรอกครับ ก็คือไปเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ให้แก่บูธของ อาคเนย์ประกันภัย จะว่ากันจริงๆ แล้วก็เป็นบริษัทประกันภัยที่เก่าแก่มาก เพราะเปิดให้บริการมานานถึง 65 ปี และถ้าไม่ดีจริงก็คงอยู่ไม่ได้นานถึงขนาดนี้เป็นแน่ๆ ส่วนภายในงานก็จะมีการแสดงของบูธต่างๆ ที่ผลัดกันมาโชว์ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชมกันแบบไม่มีซ้ำกันแม้แต่บูธเดียว

     หมดเรื่องมหกรรมการเงินไปแล้ว คราวนี้ผมก็จะไปตอบคำถามที่เข้ามาทางเฟซบุ๊ก ขุนอิน โลกใบนี้ ดนตรีไทย ซึ่งมีคำถามดีๆ เข้ามาหลายท่านโดยเจ้าแรกใช้นามว่า  minghui  ถามว่า อยากทราบประวัติกรับเสภาว่ามีความเป็นมาอย่างไรและกรับเสภามีขายที่ไหนราคาเท่าไหร่คะ 

     สำหรับประวัติของกรับเสภาผมยอมรับว่าไม่ค่อยรู้แจ้งแถลงไขอะไรเท่าไหร่  แต่ก็จะขอตอบจากความน่าจะเป็นหรือตอบจากความรู้สึกส่วนตัวก็แล้วกัน ก็คือกรับเสภาในตอนแรกก็ คือเครื่องประกอบจังหวะชนิดหนึ่งของวงปี่พาทย์ ซึ่งวิธีตีก็จะตีตามจังหวะหนักหรือตีตามเสียงฉับของการตีฉิ่ง หมายความว่าโดยปกติการตีฉิ่งก็จะมีเสียงดัง ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง  ฉับ และกรับก็จะตีไปพร้อมๆ กับเสียงที่ดัง ฉับ ฉับ ส่วนเสียงที่ดังฉิ่งก็จะหยุดเว้นว่างไปเฉยๆ และต่อมาภายหลังกรับที่อยู่ในวงปี่พาทย์ก็ถูกวิวัฒนาการมาดัดแปลงนำมาประกอบกับการขับเสภา

     ซึ่งการขับเสภาก็เปรียบเป็นการเล่านิทานชนิดหนึ่งของสมัยโบราณ และเราจะทราบกันดีว่าคนโบราณมักที่จะชอบเลียนเสียงของธรรมชาติ และการขับเสภาหรือการเล่นเสภามักที่จะแสดงในตอนกลางคืนซึ่งเป็นไปได้ว่าบางคืนคงต้องมีฝนตก และส่วนใหญ่ถ้าฝนตกตอนกลางคืนก็จะมีเสียงเขียดร้องสลับกันไปมา เมื่อได้ยินเสียงเขียดร้องในขณะขับเสภาจึงได้คิดนำเครื่องดนตรีบางชนิดมาเลียนเสียงเขียดร้องซึ่งเครื่องดนตรีนั้นก็คือกรับของวงปี่พาทย์นั่นเอง 

     ซึ่งสรุปได้ว่ากรับเสภาน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากเขียดร้อง  ส่วนกรับเสภาเกิดขึ้นเมื่อใดคงจะตอบยากมากเพราะเนื่องจากว่าผมเองก็ไม่รู้ประวัติที่แน่นอนของกรับเสภาแต่ถ้าท่านผู้อ่านบางท่านทราบประวัติของกรับเสภาแบบจริงจังยืนยันได้ ก็ช่วยส่งอีเมลมาให้ผมด้วยที่ ranad747@hotmail.com <mailto:dat@hotmail.com>  ผมจะได้เขียน ลงให้อีกครั้งหนึ่ง เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์และที่สำคัญผมเองก็อยากจะทราบประวัติกรับเสภาว่าเกิดขึ้นในสมัยใดอยู่เหมือนกัน

     ส่วนกรับเสภามีขายที่ไหนก็เข้ามาที่อีเมลขผงผมอีกนั่นแหละครับ ผมจะให้เบอร์โทรศัพท์ช่างทำกรับเสภาในอีเมล เพื่อที่จะให้ดูไม่เป็นการค้าขายในคอลัมน์ของผม และตัวผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากรับเสภานั้นมีราคาเท่าไหร่เนื่องจากไม่เคยซื้อและที่บ้านผมก็มีกรับเสภาตั้งแต่สมัยปู่และสมัยพ่อของผมอยู่หลายคู่ ซึ่งตัวผมเองว่างๆ ก็จะหยิบมาขยับเล่นเป็นการระบายอารมณ์  บางครั้งเครียดๆ ก็จะหยิบมา กร้อ แกร้ กร้อ แกร้ (เสียงกรับเสภาที่เป็นภาษาพูด) พอสักพักหนึ่งก็จะวางลงเพราะรู้ตัวว่าจะขยับหรือจะตีอย่างไรก็คงจะไม่เหมือนกับ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง แน่ๆเพราะเนื่องจากไม่ค่อยมีพรสวรรค์ในการร้องเท่าไหร่ แต่ก็จะพอมีพรสวรรค์ในการตีอยู่เหมือนกัน ก็คือสามารถตีได้ทุกชนิดแต่ก็ไม่เกี่ยวกับ ตีหัวกบาลคนนะครับ  เพราะว่าอันนี้ผิดกฎหมายตำรวจจับแน่ๆ

     เอาล่ะครับสำหรับฉบับนี้ก็คงต้องขอจบแต่เพียงแค่นี้...สวัสดีครับ

    ขุนอิน / 17 พ.ค. 54

    ข่าวด่วน