วานนี้( 28 มี.ค.) กรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่างกฏหระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฏหมาย ว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยที่ประชุมได้ให้กรมสอบสวนดคีพิเศษและกระทรวงยุติธรรมนำร่างดังล่าวที่มีการเพิ่มฐานความผิด อีก 24 คดีกลับไปทบทวนและสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสร็จแล้วค่อยนำกลับมาเสนอใหม่
รายงานข่าวแจ้งว่า ร่างกฏกระทรวงดังกล่าวเสนอโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาครมว.ยุติธรรม ซึ่งได้นำนายธาริต เพ็งดิษฐ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอมาคอยชี้แจงด้วย โดยกระทรวงยุติธรรม ให้เหตุผลการขอเพิ่มอำนาจของดีเอสไอในเอกสารที่เสนอต่อที่ประชุมครม.ว่า เนื่องจากคดีความผิดอาญาบางประเภทมีความซับซ้อนมีความเสียหายต่อประเทศ มีลักษณะการทำความผิดข้ามชาติ จึงเห็นควรให้แก้กฏกระทรวง เพื่อให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ มีอำนาจสอบสวนคดีความผิดเพิ่ม อีก 24 ความผิด เช่น ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความผิดเรื่องการค้าประเวณี ความผิดตามประมวลกฏหมายที่ดิน ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเป็นต้น
รายงานข่าวแจ้งว่า เรื่องดังกล่าวได้มีความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการหลายแห่งมีทั้งคัดค้านและเห็นด้วย แต่ที่สำคัญคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสตช.ได้ให้ความเห็นประกอบว่า การแก้กฏกระทรวงเพิ่มอำนาจดีเอสไอจะทำให้ดีเอสไอมีการทำงานซับซ้อนกับหน่วยงานในสังกัด สตช. เช่น ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยที่ตำรวจนั้นมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว อีกทั้งแย้งว่า เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอเองก็มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และได้ขอกำลังตำรวจไปช่วยงาน ดังนั้นถ้ามีการกำหนดเพิ่มคดีพิเศษมากขึ้นเช่นนี้ จะทำให้เกิดความล่าช้า และเสียหายได้ อีกทั้งหากออกกฏที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่คดีพิเศษมากเกินไปจะกระทบกันเสรีภาพของประชาชน
อกจากนั้น สำนักอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า การออกกฏดังกล่าวเพื่อเพิ่มคดีพิเศษขึ้นต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ ในการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งแตกต่างจาก อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนทั่วไป ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจราณาความอาญา
รายงานข่าวจากที่ประชุมรายงานว่า รัฐมนตรีหลายคนนั้นไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอำนาจ ให้ดีเอสไอ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ระบุในกรณีนี้ว่า ขอมามากขนาดนี้ตนก็ตายแล้ว หลายคดีที่ขอมา สตช.ก็รับผิดชอบอยู่ หากดีเอสไอ ไปทำงานซับซ้อนกัน จะเกิดปัญหาได้ ดังนั้นควรต้องยึดหลักตั้งแต่ต้นในการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ให้ทำคดีที่แตกต่างจากตำรวจ ไม่ใช่ไปทำซ้ำซ้อน
อกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีบางคน เช่น นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว อีกทั้งรัฐมนตรีหลายคนบอกว่าบอกว่าก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรี ก็ได้ตีกลับกรณีที่ดีเอสไอขอเพิ่ม 11 คดี มาคราวนี้ขอถึง 24 คดีเลย
รายงานว่า นายพีระพันธุ์ได้พยายามชี้แจงว่า การเข้าทำคดีของดีเอสไอ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไม่ได้ซ้ำซ้อนอะไรกับตำรวจ แต่นายธาริต ก็ไม่ได้ชี้แจงใดๆต่อข้อท้วงติงหลายๆคน จนสุดท้ายนายพีระพันธุ์ จึงถอนเรื่องดังกล่าวออกจากที่ประชุม โดยบอกว่าจะไปหารือกันอีกครั้งกับคณะกรรมการคดีพิเศษ