ยันไม่ปรับVATหลังเพิ่มงบฯ3ล้านล้าน

นายกฯยันไม่ปรับ VAT หลังประกาศเพิ่มงบฯเป็น 3 ล้านล้าน เล็งดูดภาษีแรงงานที่จะเข้าระบบ พร้อมให้คลังปรับโครงสร้างภาษีรับมือ ชี้ค่านิยมเลี่ยงภาษีทำให้บ้านเมืองอ่อนแอ

 เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 13 ธ.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเป็น 3 ล้านล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า ในการประชุมปลัดกระทรวงต้องการให้งบฯกลับมาสมดุลก่อนปี 2559 ฉะนั้นสิ่งที่ตนให้ทำก็คือว่าให้ทำตัวเลขที่ดูงบประมาณแยกเป็นส่วน ๆ

 ส่วนแรกคืองบฯรายจ่ายประจำที่จะมีอัตราการเพิ่มที่ตายตัวบวกกับบรรดาภาระผูกพันทั้งที่เป็นเรื่องของภาระหนี้สิน ภาระผูกพันลักษณะของโครงการลงทุนที่ผูกพันข้ามปี ไปจนถึงรายจ่ายเชิงสวัสดิการเพราะเราจะมีตัวเลขของประชากรที่พอจะคาดประมาณได้ว่าภาระเรื่องของการเรียนฟรี เรื่องสุขภาพจะเป็นอย่างไร แล้วก็จะเพิ่มเรื่องของการจัดเก็บรายได้โดยมีมาตรการที่จะลดหรือว่าประหยัดในเรื่องของรายจ่าย รวมทั้งประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ก็ยังตั้งเป้าว่าน่าจะทำได้ก่อนปี 2559 ซึ่งตนมั่นใจว่างบประมาณสมดุลจะเป็นไปได้และคิดว่าควรจะทำเพราะการขาดดุลก็อยู่วิสัยที่ค่อย ๆ ลดช่องว่างลงได้

 “เพียงแต่การเติบโตของงบประมาณมองไปข้างหน้าว่าประมาณปี 2562 จะเพิ่มถึง 3 ล้านล้านบาท ส่วนประเด็นต้องการขยายภาษีมูลค่าเพิ่ม( VAT )เพิ่มเป็น 10% นั้น ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เราพิจารณา ยังเชื่อว่าการเติบโตของการจัดเก็บรายได้ภายใต้อัตราปัจจุบันก็น่าจะสามารถกลับภาวะสมดุลได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าจะจัดเก็บได้ผมก็ดูจากตัวเลข ยกตัวอย่างว่าขณะนี้เราจัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้าน ก็หย่อนไปประมาณ 2 แสนล้านในเรื่องของความสมดุล อัตราการเติบโตของการจัดเก็บรายได้น่าจะเพียงพอกับการเติบโตของรายจ่ายที่มีการประมาณการ”นายกฯ กล่าว

  อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับโครงสร้างภาษี เพราะเป็นเพียงกำหนดเป็นเป้าหมาย ส่วนเรื่องการปรับปรุงด้านภาษีกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแต่ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้ส่งรายละเอียดมา ซึ่งภาษีที่มีการอนุมัติไปแล้วเป็นภาษีในเชิงความเป็นธรรมคือภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดิน ซึ่งภาษีใหม่ ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่ง และระบบการอำนวยความสะดวกให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้การทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยูในระบบมากขึ้นก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

 ส่วนการยกเลิกบีโอไอนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำลังส่งตัวเลขมาให้ดูซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ได้คุยกับตนเอาไว้ว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่จะไปเปรียบกับกรณีเครื่องมือที่มีบีโอไออยู่แต่ว่าจะปรับลดภาษีนิติบุคคล ส่วนประเด็นที่ว่าสัดส่วนงบลงทุนกับจีดีพีจะเป็นเท่าไรนั้น นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 16 – 17 และถ้าเราใช้แนวทางของ PPP มากขึ้นก็อาจจะต้องไปดูตัวนั้นประกอบ มากกว่าจะไปยึดเฉพาะการลงทุนที่มาจากงบประมาณภาครัฐอย่างเดียว

 สำหรับกรณีการปรับโครงการงบเหลื่อมปีจำนวน 5.3 หมื่นล้านบาทของแต่ละกระทรวงที่จะนำมาช่วยฟื้นฟูภายหลังเกิดอุทกภัยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้การปรับเปลี่ยนงบประมาณทำได้ในภาพรวมประมาณ 6 ล้านบาท กระทรวงที่ทำได้มากที่สุดคือกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนของ 6 พันล้านบาท ให้ไปประเมินดูว่าจะต้องใช้อีกเท่าไร แล้วจะได้พิจารณาในมาตรการขั้นต่อไปในการที่จะให้สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางเข้าไปดูว่าจะพับงบตัวไหนเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ชี้ค่านิยมเลี่ยงภาษีทำให้บ้านเมืองอ่อนแอ

นายอภิสิทธิ์เป็นประธานมอบรางวัลผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีคุณภาพ รางวัล "รัษฎากรพิพัฒน์" จัดโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อมอบรางวัลให้กับผู้ที่มีความรับผิดชอบในการเสียภาษี โดยการมอบรางวัลได้แบ่งกลุ่มผู้เสียภาษีออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้เสียภาษีนิติบุคคลที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งมีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ บ.ซีพีออลล์ จำกัด(มหาชน) บ.ไมครอส-ฟิเดลิโอ (ประเทศไทย) จำกัด และบ.โคมัตสุ บางกอก ลิสซิ่ง จำกัด กลุ่มที่ 2 ผู้เสียภาษีนิติบุคคลที่มีคุณภาพเป็นรายจังหวัด ได้รับรางวัลทั้งหมด 76   ราย อาทิ บ.โรงพยาบาลรัตนาธิเบศร์ จำกัด จังหวัดนนทบุรี บ.สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด จังหวัดปทุมธานี ฯ และกลุ่มที่ 3 ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาที่มีคุณภาพ จำนวน 20 ราย

 จากนั้นนายกฯ กล่าวภายหลังมอบรางวัลตอนหนึ่งว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เสียภาษี เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายและยกย่องผู้เสียภาษี ทั้งนี้รัฐบาลมีโครงการลงทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่สิ่งที่ถูกมองข้ามเวลาที่พูดถึงการช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้น แท้ที่จริงแล้วรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ที่มีเงินหรือเป็นเจ้าของเงิน แต่การช่วยเหลือมาจากประชาชนในรูปของภาษีอากร ดังนั้นการเสียภาษีช่วยทำให้การบริหารในบ้านเมืองจะทำได้ เป็นการสร้างโอกาสด้านการศึกษา หลักประกันสุขภาพ การประกันภัยพืชผล และโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น สร้างถนน เขื่อนแหล่งน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาลก็ได้มาจากการจัดเก็บภาษี

 “ที่ผ่านมาเรามีค่านิยมผิดผิดในการหลบเลี่ยงการทำหน้าที่ ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอ สิ่งที่เราต้องการคือต้องการเห็นประชาชนคนไทยนอกจากจะรู้สิทธิของตัวเองแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างาสมบูรณ์ด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำรัสในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคนอย่างถูกต้อง ดังนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ในการทำให้ประชาชนเสียภาษีอากร วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการขอบคุณคนที่เป็นพลเมืองที่ดีในการเสียภาษี”นายกฯ กล่าว

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่ารัฐบาลตระหนักในเรื่องของความโปร่งใสและกำลังจะเพิ่มมาตรการดูแลการใช้จ่ายเงินภาษีให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งการออกมาตรการเป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานกำลังทำ เช่น พิจารณาราคากลางมาตรฐาน การปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยในที่ประชุมปลัดกระทรวงยังมีการเพิ่มเครื่องมือมีการนำเสนอโครงการที่จะใช้งบให้ชี้แจงพิกัดของโครงการแบบ GIS เพื่อความถูกต้องในการทำงานด้วย