: วันเว้นวันจันทร์พุธศุกร์
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2553

ภาษาอาเซียน

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ผมไปประชุมเชิงปฏิบัติการภูมิภาคอาเซียน เรื่องการสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรแห่งประชาคมอาเซียนผ่านศิลปะและวัฒนธรรม ที่เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา มาครับ

 ก็เป็นการประชุมที่มีชื่อค่อนข้างยาว และเมืองซึ่งเป็นที่จัดการประชุมก็มีชื่อที่ชวนให้งง เพราะเสียมราฐซึ่งเป็นชื่อที่ไทยเรียกนั้น ผู้รู้บางท่านบอกว่าแปลว่าเสียมชนะ แต่สำหรับเขมรเขาเรียกเสียมเรียบ คำนี้ถ้าแปลจากเขมรเป็นไทยก็คือเสียมพ่าย หรือเรียบร้อยโรงเรียนเสียม ส่วนเสียมจะคือสยาม หรือสยามจะคือไทยหรือไม่อย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องไป “ตามล่าหาความจริง” กันเอาเอง

 เรื่องการเรียกชื่อต่างกันนี้ สมัยก่อนไทยก็เคยเรียกเมืองสะหวันนะเขตในประเทศลาวว่าเมืองสุวรรณเขต และใช้เวลาหลายสิบปี กว่าเราจะยอมเรียกชื่อเดียวกันกับลาวได้ ทั้งๆ ที่ สะหวัน (สวรรค์) หรือสุวรรณ ก็มีความหมายที่ดีด้วยกันทั้งคู่ แต่สำหรับเสียมราฐหรือเสียมเรียบนี้ คงยากกว่าสะหวันนะเขตหลายเท่าเลยละครับ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ก็เป็นผลมาจากการที่บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเดียวกัน ในปี ค.ศ.2015 หรืออีก 4 ปีเศษ ซึ่งมีโครงสร้างหลักอยู่ 3 โครง คือ ประชาคมการเมือง-ความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม-วัฒนธรรม โดยในส่วนของประชาคมสังคม-วัฒนธรรม มีเป้าหมายอยู่ 4 ประการ ได้แก่ การเป็นประชาคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม การเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชาติและประชาชนอาเซียน แสวงหาสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ร่วม และการสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรและเอื้อเฟื้ออย่างผสมกลมกลืน ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือการสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน

ในการประชุมได้มีการพูดกันถึงเรื่องการสร้างอัตลักษณ์อาเซียนอย่างกว้างขวาง เรื่องหนึ่งซึ่งผมขอยกมาเล่าให้ฟังก็คือเรื่องภาษาอาเซียนซึ่งผู้แทนจากบางประเทศนำเสนอให้มีการสร้างภาษาของอาเซียนขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะได้มีการพูดถึงหรือหารือกันในเวทีการประชุมอื่นของอาเซียนมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ และที่ประชุมครั้งนี้ก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คงต้องพิจารณากันอย่างรอบด้าน แต่ก็เห็นว่าในเวลานี้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอยู่แล้ว ดังนั้น น่าที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการติดต่อกัน และมีความเห็นอย่างไม่เป็นทางการว่าแต่ละประเทศควรที่จะพิจารณาหาทางให้ประชาชนของตนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้ติดต่อสื่อสารได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับที่ประชุม เพราะการสร้างภาษาอาเซียนซึ่งเป็นภาษาใหม่ขึ้นมานั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่และยุ่งยากมากเกินไป และยังจะเป็นภาระให้ประชากรในอาเซียนต้องเรียนภาษาอาเซียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา นอกจากภาษาแม่และภาษาถิ่นของตน หนำซ้ำเมื่อเรียนไปแล้วก็เป็นภาษาที่ใช้ได้ในวงจำกัดเฉพาะแค่ในหมู่ประเทศอาเซียนเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าก็คือการเรียนภาษาอังกฤษให้ใช้การได้ โดยเฉพาะเมืองไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม การค้า การศึกษา และการท่องเที่ยว ในภูมิภาคนี้ของโลก น่าที่จะมีการตื่นตัวเรื่องการเรียนการสอนและการรู้ภาษาอังกฤษกันให้มากกว่านี้ ตั้งแต่ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ ในภาคบริการอย่างคนขับรถแท็กซี่ พนักงานขายของ ร้านอาหาร ฯลฯ ภาครัฐอย่างข้าราชการ ตำรวจ ฯลฯ และภาคประชาชนทั่วไป ซึ่งการมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ตัวของบุคคลนั้นและสังคม เมื่อประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมเดียวกันกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในปี ค.ศ.2015

ผมว่า เราควรจะต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องการเรียนการสอนภาษาอังกฤษกันได้แล้วครับ และใช้เวลาอีก 4 ปีข้างหน้านี้ สร้างเด็กไทยและคนไทยให้รู้ภาษาอังกฤษกันมากๆ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษกันได้คล่องๆ ดีกว่าการจะมาปิดกั้นตัวเอง แล้วผลสุดท้ายภาษาอังกฤษก็ไม่ไหว ภาษาไทยก็ไม่เวิร์ก อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้