ผลพวงจากปัญหาความไม่สงบ ได้กระทบต่อแวดวงการศึกษาในพื้นที่อย่างรุนแรง เพราะไม่เพียงแค่ชีวิตของ “แม่พิมพ์” ที่บาดเจ็บล้มตายนับครั้งไม่ถ้วน แรงกระเพื่อมจากเหตุการณ์แต่ละครั้งยังส่งผลไปถึงบรรดานักเรียนที่มักต้องหยุดเรียนแทบทุกครั้งที่คนร้ายก่อเหตุโดยพุ่งเป้ามาที่บุคลากรในระบบการศึกษา กระทั่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่แห่งนี้ตกต่ำ และอยู่ในอันดับรั้งท้ายของประเทศมาแล้วหลายปี
“นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร” ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต ๑ ในวัย ๓๕ ปี ที่ได้ชื่อว่าเป็น ผอ.หนุ่มที่สุดแห่งยุคปัจจุบันนี้ และในฐานะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และเติบโตอยู่ในดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทั่งเดินเข้าสู่เส้นทางราชการสายวิชาชีพครู ตั้งแต่เริ่มต้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน ก็ยังยืนหยัดอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาโดยตลอด ซึ่งได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการศึกษามากมาย
ท่ามกลางปัญหาความไม่สงบ นายสุรศักดิ์ได้ขันอาสาเป็น “หัวเรี่ยวหัวแรง” คนสำคัญในการหาทางกระตุ้นบรรยากาศทางการศึกษาแห่งนี้ให้กลับมาคึกคัก รวมทั้งเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนให้มีระดับที่ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับภูมิภาคอื่น ด้วยโครงการ “มหกรรมวิชาการจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้
โดยกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นมหกรรมทางการศึกษาเพื่อเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญครั้งหนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา
“การศึกษาของเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องขวัญกำลังใจของครูผู้สอน เพราะตราบใดที่เรือจ้างยังรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย คุณภาพการเรียนการสอนก็จะยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการจัดการศึกษาในพื้นที่ให้สอดคล้องกับมิติวัฒนธรรมและความมั่นคงในพื้นที่คือ สิ่งที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น นอกจากความคาดหวังที่จะเห็นอนาคตการศึกษาของบุตรหลานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีคุณภาพทัดเทียมนักเรียนในภูมิภาคอื่นของประเทศแล้ว ยังภาวนาว่า ขออย่าได้มีความสูญเสียเกิดขึ้นแก่ชีวิตเรือจ้างในดินแดนปลายด้ามขวานอีกเลย” นายสุรศักดิ์ กล่าวอย่างมีความหวัง
พร้อมกันนี้ นายสุรศักดิ์ ยังบอกด้วยว่า ความคาดหวังของครูในพื้นที่ทุกคนที่ต้องการมีชีวิตรอดพ้นอันตรายจากผู้ก่อความไม่สงบเพื่ออยู่ทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของบรรดาแม่พิมพ์ของชาติ ในการประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่เด็กๆ ดังนั้นการจัดงาน "มหกรรมวิชาการจังหวัดชายแดนภาคใต้" ครั้งสำคัญ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า “สร้างสรรค์ สามัคคี สร้างสันติสุข” เพื่อสะท้อนให้เห็นความตั้งใจของเหล่า “ดวงประทีป” ที่หวังจะสอนหนังสืออย่างปกติสุขบนดินแดนแห่งนี้
เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต ๑ เลือกที่จะ “ลงพื้นที่” ทั้งพื้นที่ “สีเขียว” และ “สีแดง” เพื่อพบปะกับเพื่อนครูด้วยตัวเอง ทั้งยามปกติและยามที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ
ด้วยเชื่อว่าหากผู้นำใกล้ชิดผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นยามทุกข์ หรือยามสุข ก็จะเป็นดั่งกำลังใจที่ดีที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกพร้อมที่จะปฏิบัติงานให้ได้ตามเป้าที่คาดหมายร่วมกันได้ ไม่ว่าอุปสรรคที่ขวางทางอยู่ข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับปัญหาความไม่สงบ จึงใช้วิธีแต่งตั้งรอง ผอ.เขตประจำอำเภอเพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงและทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ รวมทั้งประสานงานกับกองกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการพิทักษ์ขวัญและสร้างกำลังใจแก่เพื่อนข้าราชการครูในพื้นที่รับผิดชอบ
"ยอมรับว่าการทำงานในพื้นที่ซึ่งมีโรงเรียนในความรับรับผิดชอบจำนวน ๑๔๖ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ ๔ อำเภอของ จ.ปัตตานี อันประกอบด้วย อ.เมือง อ.หนองจิก อ.ปะนาเระ และ อ.ยะหริ่ง ซึ่งแทบไม่สามารถหาหลักประกันหรือยืนยันถึงความปลอดภัยระดับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้เลย เนื่องจากทุกแห่งล้วนเคยปรากฏความรุนแรงผ่านหน้าสื่อให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง" สุรศักดิ์ กล่าว
ด้วยสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยง กอปรกัป “ครู” คือเป้าหมายหนึ่งของผู้ก่อความไม่สงบ “สุรศักดิ์” จึงใช้วิธีการสยบความกลัว เพื่อเดินหน้าทำงานด้วยการหาเวลาไปแวะกราบหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ หลวงพ่อดำ วัดมุจลินทวาปีวิหาร อ.หนองจิก อยู่เสมอ เพื่อขอให้การทำงานสามารถเป็นไปอย่างราบรื่น และแคล้วคลาดจากภัยอันตราย
นอกจากนี้แล้ว ทุกครั้งก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านพักเพื่อไปทำงาน นอกจากจะทำสมาธิ และตักบาตรเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แด่เรือจ้างที่ล่วงลับจากการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การอาราธนาพระเครื่องขึ้นคล้องคอ อันประกอบไปด้วย พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ ซึ่งเป็นมรดกของครอบครัวที่ได้รับมอบจากบุพการี
นอกจากนี้ยังมีเหรียญหลวงพ่อดำ วัดตุยง รวมถึงเหรียญและตระกรุดอาจารย์นอง แห่งวัดทรายขาว จ.ปัตตานี คือสิ่งที่ต้องติดกายตลอดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่
เมื่อถามถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กลับได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มจาก “สุรศักดิ์” ว่าล้วนแคล้วคลาดปลอดภัยมาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเดินทางลงพื้นที่ใด หรือเดินทางไปเยี่ยมครู หรือสถานศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อการก่อความรุนแรง
ดังนั้นจึงเชื่อว่าการอธิษฐานจิตขอพรพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอุทิศส่วนบุญกุศลแด่ครูที่ล่วงลับไปแล้วจึงน่าจะเป็นกุศลตอบกลับที่คอยปกปักรักษาให้ทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยมาตลอด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่
“คนเราล้วนต้องการกำลังใจ และสำหรับผมการแขวนพระนอกจากมีพระธรรมนำใจให้กล้าที่จะเดินฝ่าปัญหาและอุปสรรคแล้ว พระเครื่องยังเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับผมในทุกวันที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงทุกฝีก้าว” สุรศักดิ์ กล่าวท้งท้าย
0 เรื่อง /ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ สำนักข่าวเนชั่นภาคใต้ 0