ชี้ไทยใช้ประโยชน์เอฟทีเอไม่เต็มที่
"ทีดีอาร์ไอ" เปิดเผยถึงผลศึกษาเอฟทีเอ 5 ฉบับ เอกชนไทยยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เหตุภาษียังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับต้นทุน ขณะที่ผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจขั้นตอนการใช้สิทธิ์
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการสัมมนาเรื่อง อุตสาหกรรมไทยได้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีหรือไม่ อย่างไร ว่าจากการศึกษาร่วมกันของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และทีดีอาร์ไอ เกี่ยวกับผลจากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) 5 ฉบับของไทย ได้แก่ อาฟตา อาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-อินเดีย พบว่า ปี 2552 ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ผู้ส่งออกไทย ประหยัดภาษีศุลกากรได้ประมาณ 72,025 ล้านบาท ส่วนผู้นำเข้า ประหยัดภาษีศุลกากร 33,034 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมพบว่า ผู้ส่งออกกลุ่มยานยนต์สามารถประหยัดภาษีศุลกากรมากสุดถึง 19,919 ล้านบาท กลุ่มอาหาร 10,345 ล้านบาท เคมีภัณฑ์ 8,864 ล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมที่ประหยัดภาษีได้น้อยสุด คือ กลุ่มเครื่องหนัง 246 ล้านบาท เครื่องนุ่งห่ม 451 ล้านบาท อัญมณี 496 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอไม่เต็มที่ ซึ่งหากมีการใช้เต็มที่จะทำให้ปี 2553 ผู้ส่งออกไทยประหยัดภาษีศุลกากรได้ 131,169 ล้านบาท โดยไม่ต้องเจรจาขอสิทธิประโยชน์เพิ่ม ทั้งนี้ เนื่องจากภาษียังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับต้นทุนการปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น ต้องเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง 5 ปี ลดภาษีลงไม่น้อยกว่า 5% จึงจะใช้สิทธิประโยชน์ หรือเกิดจากผู้ประกอบการไม่สนใจใช้ประโยชน์เอง เพราะไม่เข้าใจสิทธิประโยชน์และขั้นตอนการใช้
ด้านนายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการ สศอ.กล่าวว่า ในอนาคตการเจรจาเอฟทีเอควรพิจารณาเป็นกลุ่มสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลต่ออุตสาหกรรมตลอดซัพพลายเชน เหมือนกับเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นที่ไม่ลดภาษีรถยนต์สำเร็จรูปเพราะไทยต้องการให้เกิดการลงทุนรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์)
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ว่าควรจะให้อียูช่วยด้านมาตรฐานสินค้าและสิ่งแวดล้อม เพราะอียูเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก หากลดภาษีลงแต่ยังมีมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ก็ทำให้การส่งออกไม่คล่องตัว






