ถึงเวลาแล้วครับ ที่ชาวนาไทยกว่า 20 ล้านคนจาก 3.7 ครัวเรือน ผลิตข้าวได้กว่า 420-440 ล้านตัน ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ต้องปรับตัวเพื่อต่สู้กับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สิ่งแรกที่เกษตรกรควรจะตระหนักก็คือต้องหันมาทำนา ด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ผลผลิตสูงขึ้น
การปลูกข้าวระบบใหม่ที่ว่านี้ รองอธิบดีกรมการข้าว "ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ" ฝากบอกว่า หากเกษตรกรมีเวลาในวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553 ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “ปลูกข้าวระบบใหม่ ชาวนาไทยมั่นคง” ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 07.00-16.30 น. ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวแบบใหม่ และภายในงานนี้ จะมีเวทีแสดงความคิดเห็น เรื่องสวัสดิการชาวนาด้วย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนทางกรมการข้าวเอง ท่านรองชัยฤทธิ์บอกว่า ได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาแก้ไขปัญหาจัดระบบการปลูกข้าวใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และสังคม โดยให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมและตัดสินใจ ขณะนี้นำร่องในช่วง 4 ปีแรก (ปี 2553-2556) ในพื้นที่ 22 จังหวัด
การนำร่องในครั้งนี้ได้คัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังใกล้เคียงที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในเขตชลประทานและสามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง มีพื้นที่ 1.5 แสนไร่ขึ้นไป โดยให้เกษตรกรปลูกข้าวปีละเพียง 2 ครั้ง ระหว่างพักนาให้ปลูกพืชที่เป็นปุ๋ยสดเพื่อปรับสภาพดิน และยังให้ผลผลิตที่สร้างรายได้อีกด้วย
พืชที่ควรปลูกหลังนาที่เป็นพืชปุ๋ยสด มีถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ส่วนพืชปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ โสนแอฟริกัน ปอเทือง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าโครงการจัดระบบการปลูกข้าวแบบใหม่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ผลประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับคือต้นทุนการผลิตในระบบการปลูกข้าวแบบใหม่ลดลงตันละ 1,037 บาท แต่ผลผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญการดำเนินการที่ว่านี้ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 6,472 ล้านตันข้าวเปลือก เป็น 6,530 ล้านตันข้าวเปลือก สามารถลดการนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยเคมี เฉพาะการปลูกข้าวในพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ สามารถลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 7,500 ตัน มูลค่า 112.5 ล้านบาท และลดการใช้สารเคมี 630.0 ล้านบาทครับ
"ดลมนัส กาเจ"