(7ก.ย.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ว่า ที่ประชุมได้หารือในเรื่องการเสนอการปรองดอง โดยส.ส.ไม่ติดใจ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยหมด และวันนี้ไม่ใช่มติพรรค แต่เป็นการรับหลักการ เพราะกรรมการบริหารพรรคมีมติแล้ว ซึ่งมองว่าแผนปรองดองเป็นเรื่องที่ดี และโพลก็ระบุว่าประชาชนเห็นด้วยกับแผนปรองดอง อาจจะมีบ้างที่ส.ส.ได้พูดถึงคนในรัฐบาลเช่นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าอย่าหนุนเรื่องความรุนแรงเรามองว่าคนในรัฐบาล วันนี้ความปรองดองยังเป็นเรื่องความดีใส่ตัวความชั่วใส่เพื่อน ซึ่งเรามองว่ารัฐบาลยังมีความแตกแยกกันเองทั้งสองท่านไม่ว่านายสุเทพ หรือนายกฯ น่าจะตกผลึกด้านความคิด พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วสำหรับการกำหนดเวลาการหารือ
เมื่อถามว่าได้มีการกำหนดตัวบุคคลหรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จะไม่เสนอคนที่รัฐบาลรับไม่ได้ เอาที่รัฐบาลสบายใจที่สุดยืนยันว่ามีรายชื่อแล้วสำหรับคนไปเจรจา เพียงแต่รอรัฐบาลนัดวันมาเราเข้าร่วมปรองดองแน่นอน หนึ่งในนั้นมีหัวหน้าพรรคร่วมด้วย
ด้านน.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับการขับ 2 ส.ส.คือนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร และนายปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี หลังจากที่คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการจริยธรรมจรรยาบรรณพรรคได้มีการพิจารณาและส่งเรื่องมายังให้ที่ประชุมส.ส.พรรคตัดสิน ที่ประชุมได้มีการลงมติจากจำนวนส.ส.181 คนโดยมีผลการลงมติขับทั้ง 2 คน โดยมีผลคะแนนคือ 179 คนเห็นชอบในการลงมติให้ขับออก และงดออกเสียง 2 คน โดยขั้นตอนต่อไปฝ่ายกฎหมายจะส่งเรื่องไปใก้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 20 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 คนยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ส.ส.เพื่อไทยโวย"ปลอดประสพ"ทำผิดพลาด
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอแผนปรองดอง 5 ข้อ ว่า เป็นการตัดสินใจที่เร็วไป อีกทั้งส.ส.ในพรรคเองก็ไม่รับทราบเรื่องนี้มาก่อน จึงทำให้มีส.ส.หลายคนสอบถามนายปลอดประสพ ถึงที่มาที่ไป
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างความปรองดองในชาติ เราทุกคนอยากเห็นประเทศมีความปรองดอง สมานฉันท์ แต่เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีความจริงใจจะปรองดอง กระบวนการสร้างความปรองดอง รัฐบาลในฐานะผู้มีอำนาจต้องเป็นฝ่ายเริ่มหรือยื่นมือออกมาก่อน ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงที่อยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ การที่มีคนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ย่อมเป็นไปได้ยากที่พรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลมาปรองดองด้วย ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของเรายังเหมือนเดิมคือจะเริ่มต้นปรองดองได้รัฐบาลต้องยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น
"อภิสิทธิ์"จี้ตัดหางเสื้อแดงแลกปรองดอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการสร้างแผนความปรองดองซึ่งล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกมาตำหนินายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่าออกมาพูดเรื่องนี้เร็วเกินไปว่า ตนอยากย้ำว่าตนและรัฐบาลเสนอแผนปรองดองมาตั้งแต่เดือน พ.ค.และเราเดินตามแผนดังกล่าว ซึ่งภายในแผนก็มีการยืนยันมาโดยตลอดว่าเราอยากเชิญชวนประชาชนคนไทยและทุกภาคส่วนมาร่วม ถ้าวันนี้ทางพรรคฝ่ายค้านอยากที่จะมาร่วมกับการขับเคลื่อนให้เกิดแผนการปรองดองเราก็ยินดี แต่เราก็เข้าใจว่ายังมีปัญหามีข้อจำกัด ก็ให้เวลาอยู่แล้วในการที่พรรคเพื่อไทยอาจจะต้องไปพูดคุยกันภายใน
“ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องมายื่นคำขาดหรือคาดคั้นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผมคิดว่าประชาชนคนไทยมีความคาดหวังอยากจะเห็นว่าอย่างน้อยพรรคการเมืองทุกพรรคมาสนับสนุนให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และให้การเมืองมันทำงานได้ตามปกติ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าด้านหนึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมเสนอแผนการสร้างความปรองดอง ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ นายกรัฐมตรี กล่าวว่า ตรงนี้นี่แหละที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือการจะมาสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นก็จะต้องมีการแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าจะเดินไปตามแนวทางดังกล่าว แต่เราก็ไม่ทราบว่าในคนที่มีการเคลื่อนไหวซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ ความสัมพันธ์เขาเป็นอย่างไร
“แต่ถ้าหากพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะมาแลกเปลี่ยนหารือและเข้ามาทำงานในด้านนี้ก็คงต้องมีความชัดเจนต่อไปในอนาคต ว่าความสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในด้านอื่นๆนั้นเป็นอย่างไร และจะให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นอย่างไรต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะช่วยให้เกิดความปรองดองดีที่สุดคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าปัญหาของประเทศที่ผ่านมาที่ก้าวไปสู่ความรุนแรงและความวิกฤตินั้นก็คือการที่มีคนไม่ยอมรับกติกาและใช้ความรุนแรง ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าเกิดเป็นปรากฎการณ์ที่ทำโดยลำพังจะไม่ลุกลามใหญ่โต แต่มันมาเกาะเกี่ยวกับกระบวนการทางการเมือง ดังนั้นถ้าเราแยกกระบวนการทางการเมืองออกมาได้ ตนคิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคาดหวังคือถ้าพรรคเพื่อไทยอยากจะทำให้กระบวนการทางการเมืองมันแยกออกมาได้โดยไม่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี
เมื่อถามย้ำว่าหมายความว่าพรรคเพื่อไทยควรสลัดตัวออกจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่าไปใช้คำพูดในลักษณะนั้น เอาว่าให้เห็นชัดเจนว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะเข้ามาสู่กระบวนการให้บ้านเมืองมีความปกติ และจะไม่ให้กระบวนการใดๆที่มันนอกกฎหมาย ใช้ความรุนแรง ขัดกับหลักประชาธิปไตยเข้ามาเกาะเกี่ยวอยู่กับกระบวนการทางการเมือง
“และแม้ขณะนี้จะมีเครือข่ายของคนเสื้อแดงบางคนออกมาวิจารณ์ว่าการขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นปาหี่ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยก็ตาม เพราะเรื่องนี้ไม่มีเรื่องระหว่างพรรค แต่เป็นเป้าหมายและความต้องการของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งทุกคนก็เฝ้าดูบทบาทของแต่ละฝ่าย แต่ละพรรคและทุกภาคส่วน คงไม่มีประเด็นอะไรที่จะมาตกลงกันในเชิงผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด เป็นประเด็นการตกลงที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความปรองดองด้วยกันหรือไม่”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าถ้าวันนี้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตกผลึกและขับเคลื่อนแผนปรองดองตามข้อเสนอของนายปลอดประสพได้ก็เท่ากับประเทศต้องหยุดชะงักเรื่องความปรองดองด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เป็นเช่นนั้น งานเรื่องการสร้างความปรองดองรัฐบาลและคณะกรรมการฯที่ตั้งขึ้นมาก็เดินหน้าต่อไป เพียงแต่ถ้าเราสามารถดึงเอาคนเข้ามาได้เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่งานก็ง่ายและเร็วขึ้น แต่ถ้าวันนี้ยังไม่มาคนอื่นๆที่ทำงานอยู่ก็ต้องเดินหน้าทำต่อไปและทำให้ดีที่สุด
อภิสิทธิ์ชี้สังคมคาดหวังกองทัพสูงแต่ยังผิดหวังนักการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานการรับฟังแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหารหัวข้อ “ปรับสมดุลประเทศไทย ก้าวไกลสู่ประชาคมอาเซียน 2558” ของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 52 และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชนรุ่นที่ 22 ณ หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์
นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ยุทธศาสตร์ที่มีครอบคลุมและพยายามที่จะมองภาพปัญหาให้เกิดความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบมีเอกภาพและประเมินสภาวะของประเทศปัจจุบันและมองแนวโน้มสำคัญที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของประเทศและภูมิภาค ซึ่งการเสนอยุทธศาสตร์เป็นความมพยายามที่จะมองหานโยบายมาตรการหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อมุ่งในการที่จะทำให้กำลังอำนาจของชาติทุกด้านมีความเข้มแข็งสมดุลมากขึ้น ซึ่งเป็นการยืนยันความสำคัญของการมีส่วนร่วมในสังคมที่จะมาร่วมคิดและทำเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยยึดหลัก ธรรมาภิบาลและการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้วยการมีบทบาทโดยภาคราชการเป็นผู้สนับสนุนเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของชาติ
นายกฯ กล่าวอีกว่า การทำยุทธศาสตร์ทหารนอกจากจะทำให้ได้แนวทางที่ดีในเรื่องของยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเตรียมกำลัง การใช้กำลังเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก การต่อสู้กับการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบในสังคม รวมถึงการสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดจากภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งการทำยุทธศาสตร์ทหารครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติที่แปลงนำไปสู่ยุทธศาสตร์ทหารด้วย
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอเรียนยืนยันว่าในปัจจุบันความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อกองทัพคือความเข้มแข็งในหน้าที่หลัก ในการป้องกันดินแดนอธิปไตย ตลอดจนสามารถที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในยามที่สังคมวิกฤติ และยังมีความคาดหวังต่อกองทัพในภารกิจอื่นๆที่ต้องบรรลุปฏิบัติให้สำเร็จด้วย ดังนั้นกองทัพจึงประกอบได้ด้วยกำลังพลที่มีคุณภาพที่สูงขึ้นมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี มีความเข้มแข็ง มีความรู้ความชำนาญทั้งด้านเทคโนโลยีและความชำนาญมีประสบการณ์ที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดี จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ายุทธศาสตร์ทหารทั้งหลายจะช่วยกันนำสิ่งที่ได้มีการนำเสนอไปพิจารณาและนำปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงการที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีส่วนร่วม อันเนื่องมาจากช่วงปีเศษที่ผ่านมามีวิกฤติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและมาบตาพุด จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ทุกด้านที่อาศัยการขับเคลื่อนจากกลไกลที่หลากหลาย รวมทั้งต้องขับเคลื่อนโยบาย โครงการ มาตรการ จำนวนมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างทางสังคมที่ต้องปฏิรูป และการปฏิรูอันดับหนึ่งคือการพัฒนาคนที่เราต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซียน ซึ่งเวลานี้ความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งในอาเซียนของคนไทยยังรู้สึกว่าน้อยเกินไป ถ้าไม่สร้างความตื่นตัวในสังคมด้วยเร็วตั้งแต่ตอนนี้คิดว่าเราจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ในตอนท้าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะนักการเมืองก็ยอมรับและสารภาพว่าจุดอ่อนที่สุดในเรื่องการพัฒนาชาติบ้านเมืองยังคงเป็นระบบการเมือง และปัญหาของภาพทางการเมืองเป็นเรื่องที่คิดว่าทให้ประชาชนคไทยมีความรู้สึกผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าเราพยายามขับเคลื่อนการเมืองและระบอบประชาธิปไตยไปข้างหน้า แต่ปัญหาเดิมๆที่เป็นเรื่องของความขัดแย้ง การทุจริตคอรัปชั่น ยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจตอบสนองความมคาดหวังของประชาชนได้ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญยังบั่นทอนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของชาติด้านอื่น
“แต่ที่สุดแล้วการแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองหรือการเมืองที่ยังไม่เป็นที่เราอยากจะเห็น คงไม่สามารถแก้ได้ด้วยนักการเมืองแต่ต้องแก้โดยทุกภาคส่วนสังคม และผมยังมีความเชื่อความหวังว่ายุทธศาสตร์ โครงการ มาตรการ หรือนโยบายหลายเรื่อง จะมีส่วนสำคัญในการสร้างพื้นฐานของการเมืองที่ดีได้ ผมคิดว่าเรื่องของการเมืองนั้นในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีความคาดหวังว่าถ้ามีการปฏิรูปในลักษณะของโครงสร้าง เปลี่ยนกฎหมายแม้กระทั่งกฎหมายสูงสุดของประเทศ แล้วทุกอย่างจะดึขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไม่ได้ เพราะสิ่งสำคัญที่ทำให้การเมืองดีขึ้นแบบยั่งยืนคือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีที่จะนำสู่พฤติกรรมทางการมืองที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง” นายกฯ กล่าว
"จาตุรนต์"จี้เร่งแก้วิกฤติก่อนรุนแรง-ซัดตั้งเงื่อนไขมากปรองดองยาก
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้ความเห็นการปรองดอง แก้วิกฤติความขัดแย้งว่าการปรองดอง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ถ้าทำได้ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้ถลำลึกสู่ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ได้ และถ้าเราหาทางออกจากวิกฤติด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นตอของวิกฤตไปพร้อมกับการมีกระบวนการปรองดอง บ้านเมืองก็ยังสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ ต้นตอของวิกฤติคือการไม่แก้ปัญหาความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิดด้วยวิธีการในระบบ แต่ใช้การเคลื่อนไหวนอกระบบที่นำไปสู่การรัฐประหาร ทำให้ประเทศเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ แยบยลและซับซ้อนกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมา ทางออกคือ ต้องทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มีความยุติธรรม และทำให้มีวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันได้ แก้ปัญหาความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิดได้โดยสันติวิธี ภายใต้ระบบ กติกา ที่เป็นธรรม
เมื่อขัดแย้งกันมาก ๆ กระบวนการปรองดองก็สามารถมีประโยชน์ได้ ทำให้คนยุติการรบราฆ่าฟันกัน หันมาเจรจาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งในต่างประเทศมีบทเรียน ประสบการณ์ในเรื่องนี้มากกว่าประเทศไทยอย่างมาก สังคมไทยเราจึงควรเรียนรู้จากประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับปัญหาของประเทศไทยเราอย่างเหมาะสม ความจริงในประเทศไทยเราก็มีการพูดเรื่องปรองดอง สมานฉันท์ กันนานพอสมควร สำหรับในเรื่องวิกฤติทางการเมืองในปัจจุบัน ขณะนี้น่ายินดีที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านต่างก็พูดถึงเรื่องนี้ ไปในทิศทางที่คล้ายกัน และยังมีเสียงประสานจากหลายฝ่ายที่เห็นว่าการปรองดองควรคืบหน้าต่อไป "
นายจาตุรนต์ ยังมองว่าปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นอุปสรรคต่อการปรองดองคือความไม่เป็นเอกภาพในแต่ละฝ่าย คือต่างก็มีคนเห็นไม่ตรงกันและแสดงความเห็นที่ต่างกันในฝ่ายของตนเอง ในเรื่องนี้ถ้าจะแก้กันจริง ๆ ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก หากผู้นำของแต่ละฝ่าย หารือทำความเข้าใจภายในฝ่ายของตนเองให้มากขึ้น และกำหนดคนที่เหมาะสมให้มีหน้าที่ในการร่วมเจรจาหารือ รวมทั้งทำหน้าที่ชี้แจงแถลงข่าวที่เข้าใจประเด็น ก็จะทำให้การปรองดองคืบหน้าต่อไปได้
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากคือ การตั้งเงื่อนไขมากเกินไปหรือนำเอาข้อสรุปหรือผลของการเจรจาที่ฝ่ายตนอยากได้ มาเป็นเงื่อนไขของการเจรจา ท่าทีอย่างนี้เสนออกมาเหมือนไม่เข้าใจกระบวนการปรองดองหรือก็ไม่อยากให้มีการปรองดองนั่นเอง ถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งเงื่อนไขว่าอีกฝ่ายต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจตนเองเสียก่อนค่อยเจรจา การปรองดองคงไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเริ่มจากความตั้งใจที่จะมีการเจรจาหารือ แล้วค่อยหยิบยกปัญหา หรือข้อเสนอมาพูดจากัน การเจรจาก็จะเริ่มขึ้นได้และอาจประสบความสำเร็จได้ หรือแม้ไม่สำเร็จมากนักในขั้นต้น ก็ยังพยายามกันต่อไปได้ ดีกว่าไม่มีการเจรจากันเลย
"ประเทศไทยเสียโอกาสไปมากแล้ว หากปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลายต่อไปจะยิ่งเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย ความพยายามที่จะให้มีการปรองดองจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกฝ่ายควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด "
สำหรับข้อเสนอที่ให้มีการ“นิรโทษ”ทุกฝ่ายนั้น ผมขอเสนอว่าในการเจรจาหารือถ้าหากจะมีขึ้น ไม่ควรนำเรื่องการคืนสิทธิ์แก่นักการเมือง 111 มาเป็นประเด็น เพราะจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปรองดองเสียเปล่า ๆ ส่วนการนิรโทษกรรมคดีที่มีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ผ่านมาประเทศไทยมักใช้วิธีนิรโทษทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง ทุกฝ่ายเจ๊ากันไปซึ่งก็มีข้อดีคือไม่ต้องจองล้างจองผลาญหรือเอาแพ้เอาชนะกันต่อไป แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่เกิดความยุติธรรมขึ้นและทำให้มีการทำผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งการรัฐประหาร และการเข่นฆ่าประชาชน
นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังเห็นว่าในปัจจุบันนี้ สังคมไทย ควรเดินหน้าให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียก่อน เมื่อได้ข้อยุติว่าใครผิดใครถูกอย่างไร แล้วจะคิดเรื่องนิรโทษก็ค่อยว่ากันอีกที แต่ไม่ควรนิรโทษไปก่อนเลย เพราะจะทำให้มีการทำผิดซ้ำ ๆ เกิดขึ้นได้อีก เนื่องจากคนก็จะเห็นว่าทำอะไรก็ได้ เมื่อทำผิดกันมาก ๆ จนลงโทษกันไม่ไหวแล้วก็จะได้นิรโทษเองในที่สุด
เพื่อแผ่นดินเสนอแผนปรองดองต้องไม่ละโทษให้คนทำผิด
เมื่อเวลา 17.00 น.นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมพรรคที่มีนายชาญชัย ชัยรุ่งเรืองหัวหน้าพรรค เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติให้ตั้งกรรมการเพื่อติดตามแผนการปรองดอง และคณะกรรมการติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะละ 15 คน หลังจากที่ประชุมมีมติสนับสนุนแนวทางปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอ โดยคณะกรรมการปรองดองนั้น มีม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วนเป็นประธาน ส่วนคณะกรรมการรัฐธรรมนูญนั้น ในวันที่ 8 ก.ย.นี้จะได้ข้อสรุปอีกครั้งหนึ่ง
ด้านนพ.อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรค กล่าวว่าสำหรับกรอบที่คณะกรรมการจะดูแลนั้น เบื้องต้นจะเป็นข้อเสนอของพรรคที่ไม่ซ้ำซ้อนกับข้อเสนอของทางรัฐบาลหรือทางพรรคเพื่อไทย เช่น การปรองดองนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ต้องไม่เป็นการยกโทษให้กับผู้กระทำผิดกฎหมาย
“ผมไม่รู้ว่าแผนปรองดองปัจจุบันจะเป็นการวางแผนระหว่างผู้นำรัฐบาล หรือต้องการเกียเซี๊ยะกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่หากต้องการความปรองดองแล้วต้องมองผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนตัวมองว่าการสร้างความปรองดองด้วยการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุด” นพ.อลงกต กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็เคยเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดง นพ.อลงกต กล่าวว่า “อย่าไปมองเรื่องของอดีต”
ครม.อนุมัติงบช่อง11สร้างสนง.เขตหลังม็อบแดงบุกเผา
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติครม.ว่า ครม.เห็นชอบตามที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอขออนุมัติให้จัดหาอุปกรณ์วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ อาคารปฏิบัติงานที่ถูกทำลายจากภาวะวิกฤติความไม่สงบการเมือง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คือ จัดหามาทดแทนสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 และวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ที่ถูกเผาทำลายในช่วงการชุมนุมทางการเมืองครั้งที่ผ่านมา เพราะทรัพย์สินทางราชการที่เสียหายคือ สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 1 ขอนแก่น สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 2 อุบลราชธานี สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จ.อุดรธานี สำนักงานประชาสัมพันธ์จ. ขอนแก่น และสำนักงานประชาสัมพันธ์จ.มุกดาหาร
โดยครม.อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาท แบ่งเป็น 200 ล้านบาทที่นำมาจัดหาทดแทนสิ่งปลูกสร้าง ซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนอีก 150 ล้านบาทนั้นนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ในการซื้อรถถ่ายทอดสดเคลื่อนที่