อานันท์จี้รัฐแจงเหตุหั่นคกก.รุนแรงมาบตาพุด

"อานันท์" จี้รัฐแจงตัดกิจการรุนแรงเหลือ 11 โครงการ จากที่เสนอไป 18 โครงการ ชี้หากตอบคำถามไม่ได้ความเชื่อถือของรัฐจะลดลง นัดประชุมพิเศษคณะกรรมการ 4 ฝ่าย 10 กันยายนนี้ เครือข่ายประชาชนรุกยื่นหนังสือคัดค้าน ด้านนายกฯ เตือนประชาชนอย่าเคลื่อนไหวผิดกฎหมาย

นายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เปิดแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตัดจำนวนโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอไป 18 ประเภทกิจการ เหลือ 11 ประเภทกิจการ พร้อมนัดประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายนัดพิเศษในวันที่ 10 กันยายนนี้ เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 ประเภทด้วย

 นายอานันท์กล่าวว่า จะไม่วิจารณ์คำสั่งศาลปกครอง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 โครงการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเภทอุตสาหกรรมตามรายชื่อที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอไปทั้งหมด 18 ประเภท และที่ผ่านมารัฐบาลก็ตอบรับข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในขั้นตอนต่างๆ มาด้วยดี แต่การคัดเลือกประเภทอุตสาหกรรมรุนแรงที่ใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และความรู้มาพิจารณาว่าโครงการไหนกระทบกับชุมชนอย่างรุนแรง เรื่องนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้อาศัยข้อมูลเก่าที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประกาศ 8 ประเภท และข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีก 19 โครงการมาพิจารณา

 ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอให้รัฐบาลพิจารณาถือว่าจบเกม แต่สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้ย้ำเสมอคือ รัฐบาลจะตัดออกหรือเพิ่มเติมอย่างไรคณะกรรมการ 4 ฝ่ายไม่มีอำนาจ แต่ถ้าตัดอะไรออก สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่ามีเหตุผลใดถึงตัดโครงการลง หากไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้ ผลลัพธ์จะตกกับรัฐบาลที่จะได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชนน้อยลง พร้อมยืนยันคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีความเห็นว่าประเภทกิจการรุนแรงควรมี 18 ประเภท

 “คณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยากเห็นและยังไม่เกิดคือ การสร้างฐานความน่าเชื่อถือ และเชื่อใจกันและกันของประชาชนในมาบตาพุด เมื่อรัฐบาลประกาศ 11 โครงการ แต่ไม่สร้างความชัดเจน การที่มีประชาชนในพื้นที่ห่วงใย และลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลงไป รัฐต้องตอบประชาชน ผมอยากเห็นคำชี้แจงที่เป็นลายลักษณ์อักษร” นายอานันท์ กล่าว

 นายอานันท์ กล่าวว่า อีกประเด็นคือ คำวินิจฉัยของศาลปกครองในทางทฤษฎีจะมีผลอย่างไรก็แล้วแต่ ขอย้ำว่า ในมาบตาพุดจะไม่มีปัญหาหนักหน่วง ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการทุกโรงงานในมาบตาพุด ทั้ง 76 โครงการที่ศาลคุ้มครองช่วงแรก หรือได้ลดการคุ้มครองลงเหลือ 54 โครงการในเวลาต่อมา ได้ให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและพูดในที่สาธารณะว่า จะปฏิบัติตามทุกกระบวนการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง คือจะขอทำอีไอเอ เอชไอเอ และการรับฟังความเห็นของประชาชน อาจต้องเสียเวลา 2-3 เดือน

 ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเอกชนที่ไม่อยู่ในประเภทโครงการรุนแรงดำเนินการตามมาตรา 67  หน่วยงานของรัฐอาจไม่รับพิจารณา เพราะไม่ถือเป็นโครงการรุนแรง เรื่องนี้เป็นการสร้างความเชื่อถือ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อรัฐบาลประกาศออกมาแล้ว ถ้าไม่ทำ ก็จะมีราษฎรจำนวนมากขึ้นที่รู้สึกความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลดน้อยลงไป 

 วันเดียวกัน นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ยื่นหนังสือถึงนายอานันท์ เพื่อขอให้พิจารณาความถูกต้องในการออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง โดยหนังสือฉบับดังกล่าวได้ยื่นถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและประธานคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (เฉพาะกาล) ด้วย โดยนายสุทธิ กล่าวว่า การทบทวนประเภทกิจการรุนแรงไม่ยาก เพราะมีฐานข้อมูลเดิมอยู่แล้ว พร้อมกันนั้นได้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะให้มีการเปิดเจรจากัน แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขว่าจะไม่คุยกับประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ วันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อคัดค้านกรณีศาลปกครองยกคำร้องว่าโครงการในมาบตาพุดว่า จากวันนี้เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะพยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ควรชุมนุมเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้แก้ในลักษณะที่เอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ดูตามเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สามารถปฏิบัติได้

 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยินดีพูดคุยและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน นอกจากนั้นนายกฯ ยังปฏิเสธการออกประกาศกิจการรุนแรงเอื้อประโยชน์ให้เครือเอสซีจี และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินโครงการต่อไปได้ ไม่จริง ขอให้ดูตามข้อเท็จจริง เบื้องต้นสัญญาณตอบรับจากภาคเอกชนไปในทางที่ดี เพราะมีความชัดเจนขึ้น ดังนั้นน่าจะไปได้จึงอยากเชิญชวนภาคประชาชนว่า ขณะนี้ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องประกาศ แต่คืองานที่ต้องทำต่อคือวางระบบดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่