(6ก.ย.) เวลา 10.00 น. นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าการเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท อดีตเคจีบีชาวรัสเซีย ผู้ต้องหาค้าอาวุธ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เข้าไปคนเดียวไม่มีผู้ติดตาม หรือบุคคลอื่นเข้าไปพบนายวิคเตอร์ในวันดังกล่าวอย่างที่นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.)การต่างประเทศ และคณะกล่าว อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่านายวิคเตอร์ ฐานะผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์มีความกังวลไม่อยากถูกส่งตัวกลับไปดำเนินดคีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงพยายามพูดสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง และตนเชื่อว่านายต่อพงษ์ไม่ฉลาดพอที่จะรับรู้ว่าถูกนายวิคเตอร์ บูทได้หลอกใช้เป็นเครื่องมือ หรืออาจจะรู้แต่ใช้กันและกันเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งคู่ ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นไอ้โม่งว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยมีประเด็นดังกล่าวผ่านการแถลงการณ์ของภรรรยานายวิคเตอร์ บูท แต่เมื่อนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ฐานะกรรมาธิการการต่างประเทศ เข้าไปพบทำไมถึงมีประเด็นไอ้โม่งปรากฎอีก
“ ผมไม่เข้าใจว่าคุณต่อพงษ์ เป็นกรรมาธิการประเทศใดกันแน่ เพราะเมื่อมีข่าวที่ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียก็ออกมาเล่นบทบาท เล่นงานประเทศ ผมไม่แน่ใจว่าคุณต่อพงษ์เรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยได้หรือไม่ เพราะเล่นการเมืองแบบไม่มีขอบเขต วันนั้นผมยืนยันไปคนเดียวอธิบดีกรมราชทัณฑ์และผู้บัญชาการเรือนจำยืนยันได้ ” นายศิริโชคกล่าว
นายศิริโชค ได้กล่าวประณามนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และนายต่อพงษ์ ที่พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยด้วยการกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และพยายามขยายผลให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นปัญหาการเมืองทั้งภายในและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งการไปพบนายวิคเตอร์ บูท ของคณะกมธ.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำในเรื่องดังกล่าวเพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ในตำแหน่งใดสามารถเข้าพบนายวิคเตอร์ บูทได้และเป็นเรื่องที่ปกติ
นายศิริโชค กล่าวว่า การที่คณะกมธ.ต่างประเทศเข้าพบนายวิคเตอร์ บูทโดยไม่มีข้อมูล หรือศึกษาภูมิหลังเสี่ยงที่จะถูกหลอกได้ สำหรับการเข้าพบของตนนั้นได้เตรียมข้อมูลและมีคำถามหลอกล่อในหลายประเด็นเพื่อพิสูจน์ว่านายวิคเตอร์ บูทรู้จักกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้บางอย่างพิสูจน์ได้ว่านายวิคเตอร์ บูทรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณดีมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะข้อมูลบางอย่างต้องได้รับการตรวจสอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นข้อมูลที่ได้ยอมรับกระทบกับประเทศที่ 3
ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมกมธ.การต่างประเทศ วันที่ 8 ก.ย. จะเข้าร่วมหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับหนั งสือเชิญ แต่ตนพร้อมที่จะเข้าไปชำแหละนายต่อพงษ์ ว่าทำแบบนี้ควรพิจารณาว่าเป็นประธาน กมธ.การต่างประเทศอีกหรือไม่ โดยมีภาพประกอบคำชำแหละ และขอเรียกร้องให้กมธ.การต่างประเทศเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังการประชุมดังกล่าวด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระหว่างการแถลงข่าวนายศิริโชคได้แจกเอกสาร เพื่อประกอบการแถลงข่าวดังกล่าว หัวข้อว่า “หยุดฟอกตัวให้ทักษิณ เลิกทำลายกระบวนการยุติธรรมไทย” โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สาเหตุที่เรื่องการพบกันระหว่าง ผม กับวิคเตอร์ บูท ถูกนำมาขยายผลเป็นการเมืองภายในประเทศ เกิดจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ นำเอาเนื้อหาในบทความของ นิติภูมิ เนาวรัตน์ มาอภิปรายในสภา โดยปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่า เป็นการบิดเบือน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่า ผมไปต่อรองกับวิคเตอร์ บูท ให้ใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ แลกกับการช่วยเหลือคดีในศาล ซึ่งทั้งวิคเตอร์ บูท และทนายความของเขา ได้ยืนยันแล้วว่า ไม่มีการต่อรองตามที่กล่าวอ้าง สะท้อนชัดถึงเจตนาที่จตุพรต้องการจะให้ร้ายกระบวนการยุติธรรมไทย ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการพิจารณาคดีของศาลไทยว่าถูกแทรกแซงจากการเมือง และกลายเป็นประเด็นให้บางประเทศที่อาจไม่พอใจต่อผลคำตัดสินนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกล่าวหารัฐบาลไทย ถือเป็นการชักศึกเข้าบ้านอีกครั้ง ซึ่งหากกรรมาธิการการต่างประเทศ มีความบริสุทธิ์ใจที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต้องตำหนิการกระทำที่ไม่ถูกต้องของ จตุพร ไม่ใช่ยอมรับใช้ จตุพร อย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ เพราะหากยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ก็เท่ากับสมรู้ร่วมคิดกับจตุพรทำลายกระบวนการยุติธรรมไทย
2. ผมเข้าไปสอบถามเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ จาก วิคเตอร์ บูท หลังจากมีเบาะแสการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนศรีลังกา ซึ่งมีหลายอย่างเชื่อมโยงมาถึงเครื่องบินขนอาวุธจากเกาหลีเหนือที่ถูกจับในประเทศไทย และมีการตั้งข้อสังเกตว่าเครื่องบินลำดังกล่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับ วิคเตอร์ บูท จึงถือว่าเป็นการไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเบาะแสที่ได้รับ และไม่ได้มีการใช้ข้อมูลที่ได้มาใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด เพราะผมไม่เคยคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นศัตรูทางการเมือง แต่ที่ต้องติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคงไม่มีใครปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงชนิดเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นหากข้อมูลที่ฝ่ายค้านศรีลังกากล่าวหาในประเด็นค้าอาวุธเป็นความจริงย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธกลางที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ความจริงผมไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเลยก็ได้ หากคิดสั้น ๆ เพียงแค่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง ก็อาจใช้วิธีการเดียวกับที่ นายจตุพร ดำเนินการ คือ มีข้อมูลแค่หนึ่งแต่กลับไปขยายผลหลักร้อย แต่ผมไม่คิดใช้วิธีสกปรกเช่นนั้นเพราะมีความยุติธรรมในใจมากพอ จึงเลือกที่จะเดินทางไปหาข้อมูลจาก วิคเตอร์ บูท ด้วยตัวเอง โดยผมขอย้ำว่า ไม่ได้มีการอ้างถึงตำแหน่งผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีตามที่มีความพยายามจะขยายผลอยู่ในเวลานี้ เพราะผมรู้ดีว่าการที่ผมเป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีทำให้ต้องระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสื่อมเสียให้กับนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้เลย เรื่องใดที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ผมไม่ลังเลที่จะทำ ถ้าผมคิดแต่จะรักษาตัวด้วยการอยู่เฉย ๆ เดินตามนายกรัฐมนตรีฉายภาพเป็นวอลเปเปอร์อย่างเดียว ผมก็คงไม่ใช่คนที่มีประโยชน์ และไม่สมควรเป็นคนข้างกายนายกรัฐมนตรีด้วย
ในกรณีนี้ผมหวังจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก วิคเตอร์ บูท เจตนาก็มีเพียงเท่านั้น และหากย้อนเวลาไปได้ผมก็ยังจะทำในสิ่งนี้ เพราะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องผิด เนื่องจากการเข้าพบก็ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ ไม่มีการยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับคดีของ วิคเตอร์ บูท ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่ผมเสียใจจากเหตุการณ์นี้ คือ มีคนนำเอาประเด็นของผมไปให้ร้ายกระบวนการยุติธรรมของไทยให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการกระทำที่สมควรถูกประนามอย่างยิ่ง
3. การเดินทางไปพบ วิคเตอร์ บูท ในนามกรรมาธิการการต่างประเทศของ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น และนางฐิติมา ฉายแสง ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะขยายผลสร้างกระแสว่ากระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง สานต่อจากนายจตุพร ถือเป็นการทำร้ายและทำลายความน่าเชื่อถือของกรรมาธิการการต่างประเทศ ซึ่งควรจะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ต่อยอดให้เกิดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศโดยใช้ วิคเตอร์ บูท เป็นเหยื่อในการสร้างพื้นที่ข่าวโดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติอาจได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว
4. กรรมาธิการการต่างประเทศ ต้องการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติตามบทบาทที่สภามอบหมาย ในประเด็น วิคเตอร์ บูท ซึ่งประเทศไทยตกอยู่ระหว่างกลางของสองประเทศมหาอำนาจ ก็ควรจะได้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ย้ำจุดยืนสร้างศักดิ์ศรี รักษาเกียรติภูมิของชาติ ไม่ให้ประเทศใดมากดดัน ไม่ใช่มุ่งเน้นที่จะแก้ต่างให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นบทบาทที่กำลังหลงทางหรือไม่ก็มีเจตนาที่จะใช้กรรมาธิการการต่างประเทศเป็นวาระฟอกความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไร้สำนึก เหมือนเช่นที่ นายต่อพงษ์ เคยทำมาแล้ว ด้วยการถอนตัวจากการชิงตำแหน่งนายกสมาคมกอล์ฟอาชีพ เพื่อ เปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สมาคมกอล์ฟอาชีพเป็นเครื่องมือสร้างบทบาททางการเมือง ทั้งๆ ที่ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ มีชนักติดหลังเป็นนักโทษหนีคุกแล้ว สิ่งที่นายต่อพงษ์ ทำได้ทำร้ายองค์กรสมาคมกอล์ฟ ซึ่งขณะนั้นถูกแรงกดดันอย่างหนักจากสังคม จน พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่ง จากนั้น นายต่อพงษ์ ได้ลงสมัครในตำแหน่งนายกสมาคมกอล์ฟ แต่ถูกตบหน้าอย่างแรงจากสมาชิกในสมาคมไม่เลือกนายต่อพงษ์ เพราะไม่อาจไว้วางใจให้มาเป็นผู้นำองค์กรได้ เนื่องจากเคยทำให้องค์กรได้รับความเสียหายมาแล้ว แต่บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ทำให้ นายต่อพงษ์ สำนึก เพราะยังมีพฤติกรรมใช้กรรมาธิการการต่างประเทศเป็นเครื่องมือฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงอยากให้ กรรมาธิการฯพิจารณาดูว่า คนอย่างนายต่อพงษ์ ยังสมควรเป็นประธานกรรมาธิการการต่างประเทศต่อไปหรือไม่ และควรร่วมกันทบทวนบทบาทของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศไม่ให้หลงทางมากไปกว่านี้
5. การนำรายละเอียดในจดหมายของ วิคเตอร์ บูท ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากกรมราชทัณฑ์มาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยเลือกเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกล่าวอ้างว่า วิคเตอร์ บูทไม่ต้องการให้รัฐบาลไทยนำประเด็นของเขาไปเป็นเรื่องทางการเมือง โดยขอให้รัฐบาลเดินหน้าใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมานั้น เท่ากับ นายต่อพงษ์ มีเจตนาใช้วิคเตอร์ บูท โจมตีรัฐบาลไทยทั้ง ๆ ที่ ทุกอย่างอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลตามกระบวนการยุติธรรมของไทย สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากกรรมาธิการการต่างประเทศจะไม่ทำหน้าที่ปกป้องเกียรติภูมิของชาติแล้ว ยังยอมเป็นเครื่องมือให้กับ วิคเตอร์ บูท ซึ่งเป็นนักโทษในคดีร้ายแรง ด้วยการจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลสิทธิในเรือนจำและไม่ให้รัฐบาลนำวิคเตอร์ บูท เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่ในข้อเท็จจริงคนที่ใช้วิคเตอร์ บูท เป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและพรรคพวก คือ นายจตุพร และนายต่อพงษ์ กรรมาธิการการต่างประเทศ ควรจะได้พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่สมควรกระทำหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
6. การเข้าพบ วิคเตอร์ บูท ในเรือนจำของ กรรมาธิการการต่างประเทศ ตอกย้ำว่า การเข้าพบ วิคเตอร์ บูท ของผม ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ทุกอย่างดำเนินการตามกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ โดยไม่ได้มีการใช้อำนาจฝ่ายบริหารตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด
7. การให้เบอร์โทรศัพท์กับ วิคเตอร์ บูท ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ วิคเตอร์ บูท เป็นคนขอเอง มิใช่ผมเป็นคนเสนอเบอร์ให้ นอกจากนี้ยังเป็นเบอร์เปิดเผยที่แม้แต่ประชาชนธรรมดาขอผมก็ให้ตามปกติ อีกทั้งในขณะที่ให้เบอร์โทรศัพท์ไปก็รู้อยู่แล้วว่า วิคเตอร์ บูท ไม่สามารถติดต่อผมได้ เนื่องจากในเรือนจำไม่อนุญาติให้นักโทษใช้โทรศัพท์ ซึ่งหาก วิคเตอร์ บูท จะติดต่อก็คงต้องทำผ่านทนายความหรือบุคคลอื่นเท่านั้น และก็ไม่มีการใช้ช่องทางนี้ให้ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีแต่อย่างใด
สร้างปัญหาการเมืองภายในหวังให้สะเทือนการเมืองระหว่างประเทศ
1. การจับกุมตัว วิคเตอร์ บูท ในวันที่ 6 มีนาคม 2551 ยุคที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้ยื่นเท้าพาประเทศเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและรัสเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าการตัดสินใจของรัฐบาลแต่ละยุคย่อมมีเหตุผล สิ่งที่ตกทอดมาก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดต่อมาต้องสานต่อ และดำเนินการอย่างดีที่สุดบนผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
2. มีการดำเนินคดี วิคเตอร์ บูท ตามกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งผู้ต้องหาก็ได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่จนชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่คดียังไม่จบเนื่องจากมีการยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำตัดสิน สหรัฐอเมริกาก็ยื่นฟ้องเพิ่มในข้อหาฟอกเงินและฉ้อโกง เนื่องจากเกรงว่าหากศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นคดีก็จะถึงที่สุด และความหวังที่จะให้รัฐบาลไทยส่งตัววิคเตอร์ บูทไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกาก็จะมอดดับลงด้วยเช่นเดียวกัน
การยื่นฟ้องเพิ่มของสหรัฐอเมริกาเป็นบทสะท้อนที่ชัดเจนว่า ไม่มีใครรู้ว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษาในเรื่องนี้อย่างใด เท่ากับว่าไม่มีใครแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทยได้ทั้งสิ้น เพราะหากสหรัฐอเมริการู้ล่วงหน้าว่าจะชนะคดีก็คงไม่ยื่นฟ้องเพิ่มจนกลายเป็นปัญหาที่ทำให้การส่งตัว วิคเตอร์ บูท ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น
3. รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ ดำเนินการเรื่องนี้โดยคำนึงถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ด้วยการยึดหลักรักษาเกียรติภูมิของชาติไทยไม่ให้ประเทศใดมากดดันแม้ว่าทั้งรัสเซียและสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศมหาอำนาจก็ตาม ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการทางการทูตสร้างความเข้าใจกับทั้งสองประเทศถึงกระบวนการตามกฎหมายของไทย และดูแล วิคแตอร์ บูท ซึ่งถือเป็นนักโทษคดีสำคัญเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความของ วิคเตอร์ บูท มีความเป็นกังวลอยู่
4. การประโคมข่าวโดย นายต่อพงษ์ ที่ระบุว่า วิคเตอร์ บูท กล่าวหารัฐบาลไทยใช้เขาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และอยากให้รัฐบาลดำเนินเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมานั้น เท่ากับว่า นายต่อพงษ์ กำลังถูก วิคเตอร์ บูท ใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลไทย เพราะในสถานะผู้ต้องหาที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะต้องถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกาหรือไม่ ย่อมทำให้ วิคเตอร์ บูท มีความหวั่นไหวเป็นธรรมดา จึงไม่แปลกที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นบวกกับตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้จึงน่าสงสัยว่า นายต่อพงษ์ ไม่ฉลาดพอที่จะรับรู้ว่ากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือว่าขณะนี้ทั้ง นายต่อพงษ์ และ วิคเตอร์ บูท กำลังใช้กันและกันเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง