อภิสิทธิ์เผย"ทูตญี่ปุ่น"ระบุนักลงทุนลงทุนมาบตาพุดต่อ

"นายกฯ"เผย"ทูตญี่ปุ่น"ระบุนักลงทุนญี่ปุ่นพร้อมลงทุนในมาบตาพุดต่อ หลังศาลปกครองมีคำวินิจฉัยออกมา พร้อมระบุภาคปชช.จะขออุทธรณ์เป็นเรื่องที่ทำได้

 (3ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา15.15น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพื่ออำลาตำแหน่งว่า มาอำลาตำแหน่งและไม่มีการสอบถามเรื่องที่นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์เสียชีวิตในช่วงปฏิบัติการกระชับพื้นที่การชุมนุมของนปช.ส่วนกรณีที่ศาลปกครองกลางพิพากษาโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมาบตาพุดว่าไม่เข้าข่าย 11 ประเภทกิจการรุนแรงและเดินหน้าต่อไปได้ และสั่งถอนใบอนุญาตของโครงการปิโตรเคมีของปตท.เคมิคอลและไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ว่า ถือว่าตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่งเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยและครม.ได้มีประกาศกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงไปแล้ว ญี่ปุ่นจึงมาแจ้งว่ามีความชัดเจนมากขึ้นและจะช่วยในเรื่องบรรยากาศการลงทุนต่อไป

 ส่วนเอ็นจีโอและภาคประชาชนจะยื่นอุทธรณ์ในเรื่องนี้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากจะเรียนว่าความจริงบางคนไปเข้าใจว่าการเป็นกิจการรุนแรงหรือไม่ แปลว่าห้ามทำหรือไม่ห้ามทำนั้น ความจริงมันไม่ใช่ แม้จะเป็นกิจการรุนแรงแต่ปฏิบัติตามขั้นตอนก็สามารถเดินหน้าทำได้ สิ่งที่ศาลและรัฐบาลทำในตอนนี้คือทำความชัดเจนกระบวนการทั้งหลาย โดยรัฐบาลยืนยันว่าทุกโครงการต้องเข้าสู่กระบวนการที่มีความชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจ ตนอยากให้ภาคประชาชนมีความรู้สึกว่าสามารถเข้ามาร่วมกับภาคธุรกิจได้ในการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ไปกระทบสิ่งแวดล้อม หากมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รัฐบาลพร้อมดำเนินการ จะเห็นได้ว่าตนให้น้ำหนักกับงานของคณะกรรมการสี่ฝ่ายในส่วนที่เป็นมาตรการแก้ปัญหาที่อาจจะมากกว่าการประกาศหรือไม่ประกาศประเภทกิจการ รวมทั้งคดีด้วยซ้ำ รัฐบาลตั้งใจทำต่อและอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เรามีกลไกที่นอกเหนือจากกระทรวง ทบวง กรม ปกติ เช่นคณะกรรมการต่างๆ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่พร้อมช่วยทำงานนี้

 เมื่อถามว่า ตอนนี้คล้ายว่าภาคประชาชนมีความรู้สึกไม่ดีกับภาครัฐหลังคำตัดสินออกมาแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐ หากไม่ประกาศก็มีปัญหาทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายเมื่อมีกติกาที่ชัดเจนก็สามารถเข้าสู่กติกานี้ และตนย้ำไปแล้วว่า เรายังไปออกประกาศก่อนหน้านี้ว่ากิจการใดที่ตามประกาศไม่ระบุว่าเป็นกิจการรุนแรง แต่ชุมชนเห็นว่ามีความรุนแรงก็อุทธรณ์ได้ เมื่อถามว่าแสดงว่ารัฐบาลไม่ละเลยชีวิตประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ละเลย อยากเรียนว่าเพราะเรื่องใหญ่ที่มากกว่ากระบวนการ คือปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐาน รวมทั้งโครงการที่เร่งทำด้านการแจ้งการเตือนภัย การเฝ้าระวังสารพิษตลอดเวลา การศึกษาขีดความสามารถรองรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆหากประชาชนเข้าติดตามและร่วมกับรัฐบาลผลักดันให้มันออกมาเร็วขึ้น จะเป็นผลดีกับชุมชนเอง

 เมื่อเวลา15.15น.นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝ่ายได้ขอบคุณที่สองประเทศมีความร่วมมือและผลักดันหลายหลายเรื่องจนประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังหารือแนวทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างด้านสวัสดิการต่างๆที่ญี่ปุ่นดำเนินการมาแล้ว และไทยกำลังดำเนินการ โดยเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นชื่นชอบแนวทางของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ว่าเดินมาถูกทางแล้ว รวมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศด้วย ส่วนกรณีที่นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์เสียชีวิตในช่วงปฏิบัติการกระชับพื้นที่การชุมนุมของนปช.นั้น ไม่มีการพูดหรือถามถึงแต่เข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงการต่างประเทศและกรมสอบสวนคดีพิเศษรับผิดชอบเรื่องนี้และประสานกับฝ่ายของญี่ปุ่นแล้ว และเท่าที่ทราบญี่ปุ่นก็มีความพอใจในความคืบหน้าเรื่องนี้ และก่อนหน้านี้รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นได้มาเยือนไทยและสัปดาห์หน้ารมช.ต่างประเทศญี่ปุ่นก็จะมาเยือนไทยเช่นกัน ส่วนกรณีมาบตาพุดนั้น นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงไปว่ากระบวนการต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว และทางเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นได้บอกว่าได้ผ่านสภาวะที่ยากลำบากได้แล้ว