เรือนชานบ้านเมือง-ความเพลี่ยงพล้ำของ “ไทย” อีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” (2)

คงต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย -กัมพูชา” ตกอยู่ในภาวะเลวร้ายอีกครั้งในสมัยที่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชื่อ “กษิต ภิรมย์” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีตัวเร่งปฏิกิริยา คือ อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ “ฮุน เซน” จนถึงขั้นที่หวั่นเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายจนเกิดเป็น “สงคราม” ระหว่างประเทศ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณพื้นที่โดยรอบปราสาท “เขาพระวิหาร”

 นอกจากนั้น การขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ของนายกฯ “อภิสิทธิ์” ที่ประกาศจะใช้มาตรการกดดันทั้งในด้านการทูตและการทหารกับ “กัมพูชา” กลายเป็นประเด็นที่ “ฮุน เซน” หยิบยกขึ้นมาเพื่อฟ้อง “สหประชาชาติ” และประชาคมโลก โดยมีการออกแถลงการณ์ผ่านสื่อไปทั่วโลกว่า “กัมพูชาขอยืนยันว่าจะไม่ใช้กองกำลังทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีสิทธิปกป้องอธิปไตยของตน การที่ไทยขู่ว่าจะใช้กองทหารแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านแจ้งให้สมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น” สะท้อนความชาญฉลาดและทันเกมทางการทูตบนเวทีโลกของ “ฮุน เซน” (ที่ครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในเขมรมายาวนานกว่า 30 ปี ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 11 คน) ทำให้ “กัมพูชา” บนเวทีโลกเหนือกว่า “ไทย” อย่างชัดเจน

 หากลองพิจารณาแนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “ฮุน เซน” แล้ว จะพบว่ามีสไตล์การทูตที่น่าสนใจ ในขณะที่บางครั้งใช้ท่าทีแข็งกร้าว กับ “ไทย” แบบไม่สนใจมารยาททางการทูต แต่ทุกครั้งที่ความขัดแย้งเริ่มคุกรุ่น “ฮุน เซน” จะทำการฟ้ององค์กรระหว่างประเทศทันที โดยใช้ความเป็น “ประเทศเล็ก” เรียกคะแนนสงสาร สร้างภาพให้เหมือนกับ “ไทย” กำลังรังแกประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนด้อยกว่าในทุกด้าน 

 ขณะเดียวกันคงต้องเปิดใจให้กว้างและต้องยอมรับความจริงว่า ปฏิกิริยาของนานาชาติต่อ “ไทย” ในหลายเรื่องไม่สู้จะดีนัก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันที่ “ไทย” เคยมีบทบาทระดับ “ผู้นำ” มาก่อน กำลังมอง “ไทย”  ว่าเป็น “ตัวปัญหา” ที่ทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในภาพรวมดูจะเสื่อมทรามลง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการ “รวมอาเซียน” ให้เป็นหนึ่งเดียว นอกจากนั้น กรรมการ “ยูเนสโก” จากหลายประเทศก็มีท่าทีในทาง  “บวก” กับ “กัมพูชา” มากกว่า 

 การเลือกเล่นเกมการเมือง “เขาพระวิหาร” ของนายกฯ “อภิสิทธิ์” และ “กษิต ภิรมย์” รวมทั้ง “กลุ่มพันธมิตรฯ”  กำลังบดบังมิติด้านอื่นของความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” จนหมดสิ้น เป็นเกมการเมืองที่ทำให้ “ไทย” มีแต่เสียเปรียบ “กัมพูชา” (เพราะคำตัดสินของ “ศาลโลก” เมื่อปี 2505 เป็นประโยชน์กับ “กัมพูชา” มากกว่า) ผมจึงไม่แปลกใจที่ “ไทย” พยายามจำกัดวงให้อยู่ในระดับ “ทวิภาคี” ไม่ยอมให้ประเทศใดเข้ามายุ่งเกี่ยว ในขณะที่  “กัมพูชา” ก็เรียกร้องให้ “ต่างชาติ” เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เพราะเชื่อว่าฝ่ายตนได้เปรียบในข้อกฎหมาย และบางครั้งก็ขู่ถึงขั้นจะฟ้องศาลโลกเอาเลยทีเดียว     

 จะว่ากันไปแล้วปัญหา “เขาพระวิหาร” เป็นเพียงแค่ปัญหาเดียวในความสัมพันธ์พหุมิติบนชายแดนที่ยาวกว่า 800 กิโลเมตร (ที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอีกมากมาย) จริงอยู่การทำหน้าที่รักษาดินแดนและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่รัฐบาลจะจำกัดปัญหาไม่ให้ลุกลามไปทำลายพหุมิติแห่งความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศอย่างไร นี่คือ โจทย์ใหญ่ที่ผู้ที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยอาศัยสติและปัญญา มิใช่เอาปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศมาเป็นประเด็นหลัก แล้วลากเอาปัญหา “เขาพระวิหาร” มาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง รวมทั้งปลุกลัทธิ  “คลั่งชาติ” ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งเพื่อหวังผลเท่านั้นครับ 

 หากคิดได้เพียงแค่นี้ผม “ฟันธง” ลงไปว่า “ไทย” ก็จะเพลี่ยงพล้ำอีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” ครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์