ชี้แม้วลาออกยังไม่ช่วยสัมพันธ์ไทย-เขมรดีขึ้น

นายกฯขอบคุณทูตยูเนสโก 6 ชาติที่ช่วยชี้แจงและสนับสนุนความเห็นไทยกรณีคัดค้านแผนพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารของเขมร เขมรชี้ส่งทูตทำหน้าที่ไม่ได้หมายถึงสถานการณ์คลี่คลาย

 เมื่อเวลา 14.40 น.วันที่ 25 ส.ค.ที่รัฐสภานายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้นำเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) กลุ่มแอฟริกา จำนวนรวม 6 คน ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การยูเนสโกจากประเทสเซเนกัล อียิปต์ คองโก คาบอง แองโกลา และแคเมอรูน เข้าพบและหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที

 จากนั้นนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า นายสุวิทย์ ได้นำคณะทูตยูเนสโกมาพบ เพราะหลายท่านได้มีบทบาทในการสนับสนุนสิ่งที่เป็นจุดยืนของประเทศไทย และให้ความเข้าใจ กับกรณีที่ไทยได้ดำเนินการซึ่งการพบกันวันนี้ก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้แสดงความขอบคุณ และหวังว่าบรรดาคณะทูตยูเนสโกจะช่วยสนับสนุนแนวทางที่เราได้ดำเนินการมาต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายไทยได้ยืนยันการคัดค้านการที่ทางกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่เราได้ขอบคุณที่เขาได้ให้การสนับสนุนในการทำความเข้าใจและเขาก็ยืนยันว่าพร้อมจะรับฟัง รวมถึงร่วมมือกับไทยต่อไป

เทศชี้ทักษิณลาออกยังช่วยสานสัมพันธ์ไทย-เขมรไม่ได้   

นายไมเคิล มอนเตซาโน นักวิชาการรับเชิญ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ แสดงความเห็นในบทความของนสพ.พนมเปญ โพสต์ เมื่อวันพุธ(25 สค)ว่า การลาออกของ พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะเป็นผลมาจากการเจรจาพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับพูชามาระยะหนึ่งแล้ว ไม่น่าจะเป็นการลาออกโดยสมัครใจดังที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชาระบุ อย่างไรก็ตาม การรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบ จะช่วยเปิดช่องให้สองประเทศ ได้หารือกรณีพิพาทดินแดนกันได้โดยตรงมากขึ้น แทนตะโกนใส่กันแบบเมื่อก่อน

ด้านนายคริส รอเบิร์ตส์ นักวิชาการภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา มองว่าแม้ฟื้นสัมพันธ์การทูตเต็มรูปแบบ แต่หนทางยังอีกยาวไกล นายอภิสิทธิ์ยังมีความเสี่ยงจากกระแสชาตินิยมในฝ่ายเสื้อเหลือง ในการเจรจาทำความตกลงใดๆก็ตามกับกัมพูชาในเรื่องที่เกี่ยวกับดินแดน

ส่วนนายโอ วิรัก ประธานศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ให้ความเห็นว่าการเคลื่อนไหวตัดสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ เช่นเดียวกับการวิงวอนสหประชาชาติกับอาเซียนให้ยื่นมือไกล่เกลี่ย เป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวเชิงรุกของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการยุติกรณีพิพาทโดยเร็ว แต่นายมอนเตซานโต ชี้ว่าการฟื้นความสัมพันธ์ ไม่ได้หมายความว่าจากนี้ไป กัมพูชาจะประนีประนอมในเรื่องชายแดน ทั้งไม่เคยส่งสัญญาณว่าจะลดการวิจารณ์โจมตีที่มีขึ้นต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ล่าสุดที่ออกมาจากหน่วยแถลงข่าวและตอบโต้เร็วเมื่อวันอังคาร(24สค) ยังคงกล่าวหานายกฯอภิสิทธิ์ว่ากำลังกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและสนับสนุนกิจกรรมที่ส่อไปในทางอาชญากรรมของกลุ่มคนเสื้อเหลือง 

เขมรชี้ส่งทูตทำหน้าที่ไม่ได้หมายถึงสถานการณ์คลี่คลาย

 ขณะเดี่ยวกันสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (25 ส.ค.) ว่ากัมพูชายืนยันการส่งตัวทูตกลับเข้าทำหน้าที่ของไทยและกัมพูชาไม่ได้หมายความว่าข้อขัดแย้งด้านชายแดนไทย-กัมพูชาจะดีขึ้นตามไปด้วย

 หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้แลกส่งเอกอัครราชทูตกลับเข้าที่อีกครั้งหลังจากที่สองฝ่ายได้ถอนทูตกลับประเทศในช่วงเกือบ10 เดือนที่ผ่านมา ทำให้สถานะความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศกลับสูระดับปกติอีกครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

 นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชากล่าวว่าการคืนระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศช่วยให้ความสัมพันธ์ในหลายด้านดีขึ้น แต่เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงความขัดแย้งด้านชายแดนระหว่างสองประเทศ นายเกืองกล่าวว่า ตนเองไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ในเวลานี้ ทำได้เพียงแค่รอ และเฝ้าดูต่อไป อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถพูดได้ว่าการฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันจะทำให้ปัญหาทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชายแดนจะได้รับการแก้ไขแล้ว

 ทั้งนี้มีรายงานว่านางยู เอือย เอกอัคราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสารการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 932 จากกรุงพนมเปญในช่วงเช้าวันพุธ (25 ส.ค.) นอกจากนั้นนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้สั่งปล่อยคนไทย 3 คนที่ถูกควบคุมตัวในเมืองเสียมราฐเมื่อวันอังคาร (24 ส.ค.) ขณะที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์คาดว่าคนไทยทั้งสามจะเดินทางกลับถึงไทยในอีกไม่กี่วัน อย่างไรก็ตามเอกอัคราชทูตกัมพูชาไม่ได้ตอบคำถามใดๆเมื่อเดินทางมาถึง 

ภาคประชาชนร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเขาพระวิหาร

 เมื่อเวลา14.00น. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ร่วมกับ องค์กรภาคประชาชน จัดงานเสวนาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ที่ห้องจุมภฎ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการ พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4  ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวแทนรัฐบาลร่วมรับฟังความเห็น
 
  พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องไทย-กัมพูชาน้อยกว่า เรื่องของการปฏิรูปประเทศ หรือการสร้างความสมานฉันท์ โดยใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาล ไม่ควรปล่อยการแก้ไขหรือการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเพียงอย่างเดียว 

 อยากเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรทั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อให้การแก้ปัญหาเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยคณะกรรมการจะต้องไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล เพื่อที่คณะทำงานจะได้ทำงานอย่างอิสระ และตรงไปตรงมา พร้อมทำหน้าที่สื่อเพื่อทำสงครามข่าวสารตอบโต้กัมพูชา เนื่องทางประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์สงครามทางการข่าวอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรอยากให้มีความชัดเจนในเรื่องของกรอบเวลา เนื่องจาก เวลาที่เหลือยู่มีเพียง 10เดือนเท่านั้น

 ทั้งนี้ นายชวนนท์ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย หากมีการจัดเวทีลักษณะนี้ ตนยินดีมารับฟังพร้อมเป็นตัวแทนของรัฐบาลเพื่อรวบรวมข้อมูล และนำเสนอต่อรัฐบาลในการพิจารณาต่อไป และขอยืนยันว่ารัฐบาลทำงานไม่มีการต่อรอง หรือเอาชนะฝ่ายใด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง สำหรับปัญหาข้อขัดแย้งที่รัฐบาลมีความเห็นต่างกับภาคประชาชน ในเรื่องของ เอ็มโอยู 2543 นั้น ตนขออธิบายว่าถ้าไม่มีเอ็มโอยู 2543 ในขณะนั้นคงไม่มีหลักในการนำมาต่อสู้ในปัจจุบัน เพราะเป็นสิ่งที่ค้านเรื่องการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่กัมพูชาใช้อ้างในเรื่องเขตแดน

 นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า สำหรับการที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาล ทำหนังสือชี้แจงถึงยูเอ็นนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการไปแล้ว กรณีการตอบโต้ที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยรังแก ส่วนที่เสนอให้จัดสรรงบประมาณและกำลังคน ส่วนตัวคงไม่สามารถตัดสินใจได้แต่จะนำเรื่องดังกล่าวนำเสนอต่อฝ่ายที่เกี่ยว ข้องเพื่อพิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันเรื่องของการจัดทำบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี)กระทรวงการต่างประเทศจะมีการจัดเวทีเพื่อทำการชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน ภายในสัปดาห์หน้า