สธ.ล้างไพ่ตั้งกรรมการใหม่ยุติขัดแย้งหมอ-ผู้ป่วย

ปลัด สธ. ล้างไพ่ คกก.เสริมสร้างความสมานฉันท์ฯ พร้อมรับเป็นประธานเอง แถมขยายสัดส่วนกรรมการให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ด้านสมาพันธ์แพทย์ฯ ยื่นหนังสือต่อเสนอทางออกสมานฉันท์ จัดประชุมแยกวงก่อนถกร่วม ขณะที่เอ็นจีโอยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ พร้อมเตรียมทำเอกสารแจง 20 ข้อดีต่อแพทย์และประชาชนในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ขู่หากล้ม-ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.นัดชุมนุมผู้เสนอกฎหมาย 1 หมื่นคนทันที พร้อมปฏิญาณหน้าพระราชบิดาฯ ยันเจตนาดี ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

หลังการประกาศถอนตัว ออกจากคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ แพทย์ และผู้ป่วย ของ แพทยสภา ฯสมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป   (สมาพันธ์แพทย์ รพศ./ รพท. ) และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย   ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจัดประชุมคณะกรรมการยังคงเริ่มขึ้น โดยไร้เงาของแพทย์กลุ่มดังกล่าว 

 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่กระทรวงสาธารณสุข - เมื่อเวลา 10.00 น.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์     โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม จากสภาวิชาชีพต่างๆ    ยกเว้น ตัวแทนจากแพทยสภา   สมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป   (สมาพันธ์แพทย์ รพศ./ รพท. ) และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย   ในพระบรมราชูปถัมภ์   ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม   ขณะที่ฝ่ายเครือข่ายผู้ป่วย เดินทางมาเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง  

 นำโดย นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ส่วนนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (เลขาธิการสช.) และนพ.พงษ์พิสุทธิ์   จงอุดมสุข   ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข   (ผอ.สวรส.)   ที่ถูกคัดค้านจากกลุ่มแพทย์บางส่วนก็ไม่ได้เดินทางมาด้วย  

 ในระหว่างดำเนินการประชุม เมื่อเวลา 10.26 น. พญ.พจนา กองเงิน ประธานสมาพันธ์แพทย์รพศ. /รพท.   พร้อมด้วย นพ.ศิริชัย   ศิลป์อาชา   ที่ปรึกษา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข   ภายในห้องประชุม พร้อมระบุว่า ไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมประชุม   ต้องการมายื่นหนังสือ    อย่างไรก็ตาม นพ.ไพจิตร์ได้ขอให้ พญ.พจนา และนพ.ศิริชัย นั่งในห้องประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ เป็นเวลา 10 นาที และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมฟังการหารือของคณะกรรมการแต่อย่างใด

 นพ.ศิริชัย   ศิลป์อาชา   ที่ปรึกษาสมาพันธ์รพศ./ รพท.   อ่านหนังสือที่ยื่นต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ทางสมาพันธ์ มาแจ้งต่อว่า   ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ได้ เนื่องจากระยะเวลาที่กระชั้นชิด ไม่สามารถรวบรวมความเห็นจากองค์กรแพทย์ รพศ./รพท.ทั่วประเทศได้ทัน อีกทั้งการประชุมแบบเผชิญหน้า 2 ฝ่ายในขณะที่ข้อมูลไม่พร้อมคงไม่สามารถหาข้อสรุปที่ดี และส่งเสริมความสมานฉันท์ได้ ทางสมาพันธ์จึงขอเสนอรูปแบบใหม่ของการประชุมเพื่อเป็นทางออกที่โปร่งใส เป็นธรรมและสมานฉันท์   โดยขอให้จัดประชุมแยกเฉพาะสมาพันธ์ฯ และเครือข่าย กับคนกลางที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง   สำนักงานประกันสังคม กรรมการตามมาตรา 41 หลักประกันสุขภาพ องค์กรเอกชนที่ไม่ได้เสนอกฎหมาย เช่น ครูหยุย   ตัวแทนสื่อมวลชน   ตัวแทนแพทย์ทหาร , ตำรวจ , กทม. , เอกชน ตัวแทนคณะแพทย์จุฬา , ศิริราช , รามา   ตัวแทนสภาวิชาชีพ 6 วิชาชีพ ตัวแทนแพทยสมาคม   ตัวแทนวิปรัฐบาล กรรมมาธิการสาธารณสุข    และปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือตัวแทนเข้าร่วมในฐานะเจ้าภาพและผู้ประสานงาน

 ขณะที่ทางฝ่ายที่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เช่น ทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงาคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จัดประชุมกับคนกลางในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แล้วจึงนำข้อสรุปมาประชุมกับคนกลาง แล้วให้ผู้ประสานงานกระทรวงนำข้อสรุปของแต่ละฝ่ายมานำเสนอ จนเหลือจุดที่มีความเห็นแตกต่างสุดท้ายจึงมาร่วมประชุมต่อรองแบบชนะทุกฝ่าย   และเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมรับฟัง

 พญ.พจนา   กองเงิน   ประธานสมาพันธ์แพทย์ รพศ./ รพท. กล่าวเสริมว่า เราเป็นแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยแท้จริง ทุกวันนี้เรามีความสมานฉันท์กับผู้ป่วยดีอยู่แล้ว   เราขอความเป็นธรรม ให้เรามีเวทีได้พูดบ้าง เพราะขณะนี้เรามีเวทีพูดแค่ 1 % แต่เครือข่ายผู้ป่วย มีเวที 99%   อย่างไรก็ตามหากพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาได้จริง อยากขอให้แพทย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ประธานองค์กรแพทย์   และแพทย์ต่างจังหวัด โปรดหลุดจากงานดูแลผู้ป่วย ออกมาดูตัวท่านเองว่าสิทธิ มีหรือไม่       

 หลังการประชุมเสร็จสิ้น นพ.ไพจิตร์ วราชิต   ปลัดกระทรวงสาธารณสุข   กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะมีแพทย์บางคนถอนตัว ในการประชุมวันนี้จึงเป็นการประชุมปรึกษาหารือกันเท่านั้น ไม่ใช่การประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข สำหรับการหารือในวันนี้ได้ข้อสรุป ว่า 1.เราต้องการให้กลุ่มผู้ป่วยละผู้ให้บริการมีความสุขทั้งคู่ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนเรื่องนี้ แต่จะไม่เข้าไปเป็นคณะกรรมการ 3 ฝ่าย แต่จะเป็นเพียงผู้อำนวยการให้เกิดการประชุมเท่านั้น 2. องค์ประกอบของคณะกรรมการฯจะต้องมีเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกกลุ่ม 3.ในการประชุมจะไม่มีการโหวต แต่จะออกมาเป็นข้อเสนอร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ 4.ในการประชุมอาจจะทำให้เกิดการเผชิญหน้า ดังนั้นควรให้แต่ละฝ่าย เช่น ฝ่ายผู้ให้บริการ รพ.ต่าง ๆ รพ.สังกัด กทม. หรือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไปประชุมเพื่อหาข้อสรุปในกลุ่มของตนเองก่อนแล้วค่อยมาพูดคุยกัน

 เมื่อถามว่า คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข ยังมีอยู่หรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ยังมีอยู่ แต่จะขยายวงให้กว้างขึ้น และมีเพียง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ส่วนตัวกรรมการจะไปพิจารณาตัวบุคลใหม่ โดยกรรมการในส่วนของ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) คงเอาออก ไม่มีส่วนนี้ อย่างไรก็ตามคงใช้เวลาสักระยะในการพิจารณาตัวคณะกรรมการฯ และตนคงรับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯเอง จากเดิมที่ให้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่

 ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง   เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวภายหลังว่า เนื่องจากมีแพทย์บางคนลาออกจากการเป็นคณะกรรมการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขจึงขอเวลาปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ   และในที่ประชุมได้คุยกันว่า แพทย์บางส่วนจะจัดเวทีรวบรวมความเห็นที่ยังแตกต่างกันอยู่   ทางเครือข่ายเห็นว่า   การเวทีที่จะจัดขึ้นอย่าเป็นการเพิ่มความขัดแย้ง   และกระทรวงสาธารณสุขที่จะทำหน้าที่อำนวยการจัดเวทีก็ควรจะทำหน้าที่ให้เป็นกลางในการให้ข้อมูล   โดยระหว่างนี้ทางเครือข่ายจะทำข้อมูล   20 เรื่องที่แพทย์และประชาชนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ออกมาทำความเข้าใจ ซึ่งเราจะพยายามไม่ตอบโต้ แต่ถ้าเห็นว่ามีบุคคล หน่วยงาน หรือสถาบันใด เตรียมการล้มกฎหมายฉบับนี้ก็จะรวมตัวกันคัดค้าน เพราะต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นเสนอกฎหมายตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2551 และยื่นเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2552 จนถึงวันนี้จะครบ 1 ปีแล้ว     

 “ อย่าให้หมออย่ามองว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเหมือน ยาสเตียรอยด์ ที่รักษาได้ทุกโรคกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ช่วยให้จำนวนหมอเพิ่มขึ้น หรือแก้ปัญหาอื่นๆ ของหมอได้ แต่เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหาย อยากให้คุยกันด้วยเหตุผลอย่าใช้อารมณ์ ส่วนองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนหากต้องการเพิ่มฝ่ายวิชาชีพ ก็สามารถพูดคุยกันได้ รวมทั้งองค์ประกอบของคณะกรรมการที่จะขยายวงนี้ด้วย เราไม่มีปัญหา   เพราะไม่คิดว่าจะต้องมาโหวตเสียงกัน และอยากผลักดันให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาภายใน 3 เดือนที่สภาเปิดนี้ ” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว ส่วนถ้ามีความพยายามล้มกฎหมาย ทางเครือข่ายจะออกมาชุมนุมคัดค้านหรือไม่นั้น จะปรึกษาหารือกันอีกครั้ง   

 นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า ไม่อยากให้แยกฝ่ายและอยากให้แพทย์มีความคิดเห็นในแนวทางเดียวกัน   วันนี้เรายังเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่รับปากจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ล้านเปอร์เซ็นต์ ภาคประชาชนอดทนมานาน และยังอดทนได้ รวมทั้ง เรามั่นใจว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะคุมเกมอยู่   

 ส่วนข้อเสนอที่ให้เครือข่ายผู้ป่วยหารือกับ สช.และ สวรส ก่อนนั้น นางบุญยืน ศิริธรรม ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก   กล่าวว่า   ทาง สช.และ สวรส.เป็น องค์กรทางวิชาการไม่เกี่ยวกัน เพราะการขับเคลื่อนเรื่องนี้เรามีการพูดคุยในเครือข่ายกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่อยากให้มีการผลักพวกใครเป็นพวกใคร       

 ผู้สื่อข่าวรายว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 9.00 น. ทางเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ทั้งหมด ได้เข้าสักการะและปฏิญาณต่อหน้าพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระราชบิดาไทย เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติที่ได้รับผลกระทบ ผู้ให้บริการทำงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการฟ้องร้อง และให้มีระบบพัฒนาป้องกันความเสียหาย ไม่มีการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเด็จขาด