ลดภาษีกระตุ้นซื้อ-บริจาคสร้างสังคมหนอนหนังสือ
5 สิงหาคมนี้ ครบ 1 ปีที่คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ประกาศยุทธศาสตร์ 5 กิจกรรมหลักนโยบายการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น
1.รณรงค์ส่งเสริมการอ่าน 2.เพิ่มเติมทักษะการอ่าน 3.จัดสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการสร้างนิสัยรักการอ่าน 4.การสร้างภาคีการอ่าน เช่น ผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษี และ 5.ทำงานวิจัย เพื่อศึกษาว่าหนังสือที่เหมาะสมแก่คนในแต่ละเพศ แต่ละวัยนั้นควรเป็นอย่างไร
ทว่ามาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อหนังสือ ผู้บริจาคหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านสำหรับบุคคลทั่วไป รายละไม่เกิน 1 หมื่นบาท และนิติบุคคล ที่ซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดของหน่วยงาน ก็ให้สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของค่าหนังสือที่ซื้อจริง แต่ไม่เกิน 30% ของกำไร ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ซื้อหนังสือ หรือผู้บริจาคหนังสือ จะมีประชาชนซื้อหนังสือมากขึ้น เป็นการกระตุ้นให้ผู้ปกครองปลูกฝังการอ่านให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ เพราะการอ่านหนังสือเป็นการสร้างพัฒนาการทั้งความคิด สติปัญญา อามรณ์ความรู้สึก ป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนหลงใหลไปกับสื่อเทคโนโลยี เช่น เล่มเกม เล่นเฟซบุ๊ก ด้วย
จันทพร นิยมปีติกุล คุณแม่ลูก 4 อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อายุได้เพียง 5-6 เดือน ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่ลูก พาเข้าร้านหนังสือเมื่อโตขึ้น ค่าใช้จ่ายซื้อหนังสือครั้งละ 2,000-3,000 บาท หนังสือที่ซื้อมีหลากหลาย โดยให้ลูกแต่ละคนเลือกเอง หากมีมาตรการลดหย่อนภาษีออกมาจริงๆ เชื่อว่าทำให้พ่อแม่ต้องซื้อหนังสือให้ลูกเพิ่มขึ้นแน่นอน การที่ต้องซื้อครบ 1 หมื่นบาท และได้ลดหย่อนภาษี จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพ่อแม่
เช่นเดียวกับ “กิม” ปิยะพร ศรีเจริญ นักศึกษาปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เล่าว่า ครอบครัวส่งเสริมให้เป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก แต่ปัจจุบันราคาสูงขึ้นมาก เงิน 1,000 บาท ซื้อหนังสือได้แค่ 1-2 เล่ม จากที่ก่อนหน้านี้ซื้อได้ 3-4 เล่ม ทำให้นักเรียน นักศึกษาหลายคนไม่สามารถเป็นเจ้าของหนังสือที่ชื่นชอบได้ มาตรการลดหย่อนภาษีแก่ผู้ซื้อหนังสือจะช่วยให้นักเรียน นักศึกษาซื้อหนังสือมากขึ้น
น.ส.กนกนันท์ ฉายสินสอน ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกส่งเสริมการตลาด บริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ซึ่งบริจาคงบประมาณสนับสนุนสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปมอบแก่หน่วยงาน โรงเรียนชนบทต่างๆ เสนอว่า อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง เชื่อว่าบริษัทหลายแห่งยินดีเข้าร่วมการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านมากขึ้น จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ไปในตัว
อ.สมบูรณ์ ผดุงล้อม ครูวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ชั้น ป.5 ร.ร.วัดยอดพระพิมล อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี กล่าวว่า หากสามารถนำค่าใช้จ่ายที่ใช้ซื้อหนังสือไปหักลดหย่อนภาษีได้จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะหลายคนชอบอ่านหนังสือ แต่ความสามารถในการซื้อหนังสือมีน้อย บางคนปากท้องยังไม่พอใช้ ก็จำเป็นต้องตัดใจไม่ซื้อหนังสือ คนไทยที่ฐานะดีมีน้อย ส่วนใหญ่ฐานะปานกลางถึงต่ำ เหลือเงินซื้อหนังสือได้แค่เดือนละเล่มสองเล่ม นอกจากการลดภาษีแล้ว ควรจะทำให้มีหนังสือราคาชาวบ้านด้วย
รวมทั้งสถานที่ขายหนังสือไม่ควรกระจุกตัวในเมืองใหญ่ อาจกระจายไปตามร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองมีโอกาสซื้อหนังสือได้ง่ายขึ้น รัฐบาลควรกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เห็นคุณค่าของการศึกษา การพัฒนาคน นำหนังสือราคาถูกมาจำหน่ายให้ชาวบ้าน และจัดทำบ้านหนังสือเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่โตเท่าห้องสมุด ให้คนในชุมชนอ่านจะช่วยลดปัญหาเด็กติดเกมได้ ที่สำคัญถ้ามีมาตรการลดภาษีส่งเสริมการอ่านจะช่วยให้คนหันมาสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น
0 ชุลีพร อร่ามเนตร, สุพินดา ณ มหาไชย 0











