"ธาริต"เชื้อคำให้การ"กอร์ปศักดิ์"ไม่กระทบคดี
"อธิบดีดีเอสไอ" เชื่อคำให้การ"กอร์ปศักดิ์"ไม่กระทบคดีก่อการร้าย แม้ "วีระ" ไม่ใช่ฮาร์ดคอร์แต่เป็นแกนนำมีหน้าที่ประสานงานเพื่อวางแผนก่อการร้าย
(31ก.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นพยานยืนยันว่านายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ต้องหาก่อการร้าย ไม่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงจะไม่ส่งผลกระทบต่อคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอสรุปสำนวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้อง และส่งให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาหลักฐานในสำนวนคดี เนื่องจากการก่อการร้ายไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องใช้ความรุนแรง แต่เป็นรูปแบบการกระทำความผิดที่แบ่งแยกหน้าที่กันทำ เช่น การเป็นผู้นำในการปราศรัย ซึ่งตามแนวทางการสอบสวนของดีเอสไอระบุว่านายวีระไม่ใช่กลุ่มฮาร์ดคอร์ที่นิยมความรุนแรง แต่เป็นแกนนำมีหน้าที่ประสานงาน เพื่อให้เกิดการวางแผนก่อการร้าย
นายธาริต กล่าวถึงการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองก่อนหน้านี้ว่า หลังคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) มีมติรับคดีที่เกี่ยวข้องกับ 4 ข้อหาหลักให้เป็นคดีพิเศษ ประกอบด้วย การก่อการร้าย การข่มขู่รัฐบาล การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และการกระทำผิดต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ นั้น ขณะนี้ดีเอสไอสามารถสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องอัยการไปแล้ว 21 คดี โดยคดีก่อการร้ายเป็นสำนวนคดีที่ 21 ส่วนอีก 20 คดีเป็นการก่อเหตุวางระเบิดในจุดต่างๆ ทั้งนี้ยืนยันว่า การทำงานของดีเอสไอไม่ได้มีการเร่งรัดสั่งฟ้องคดีใดเป็นพิเศษ แต่การสั่งฟ้องจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หากคดีใดหลักฐานครบถ้วนจะสรุปสำนวนส่งฟ้องทันที ซึ่งที่ผ่านมาได้ทยอยสั่งฟ้องคดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะคดีก่อการร้ายที่เพิ่งส่งฟ้องไปเท่านั้น
ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึง ความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของช่างภาพต่างประเทศว่า ในส่วนที่ดีเอสไอรับผิดชอบขณะนี้มี 2 รายคือ นายฟาบิโอ โนเลนกี้ ช่างภาพชาวอิตาลีและนายฮิโรยูริ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและผู้อยู่ในเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุทั้งวันที่ 10 เม.ย. และวันที่ 19 พ.ค. ทั้งนี้ ในการตรวจสอบคดีดังกล่าวจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจำนวนกว่า 90 คน โดยมิอาจแยกจากกันได้เพราะต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ความไม่สงบมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมีผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน กระบวนการค้นหาพยานหลักฐานจึงต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบการเสียชีวิตของช่างภาพต่างประเทศขณะนี้ยังบอกได้เพียงแค่รู้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร เสียชีวิตตรงจุดไหน ส่วนใครเป็นผู้ทำให้เสียชีวิต หรือวิถีกระสุนยิงมาจากกลุ่มใดนั้น การสอบสวนยังไม่สามารถเห็นภาพดังกล่าวได้
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจถึงลำดับความเร่งด่วนในแต่ละคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภาพลักษณ์ของประเทศ ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการประสานงานกับกระทรวงต่างประเทศ และญาติผู้เสียชีวิตโดยตลอด ทั้งช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ได้เข้าพบและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันถึง 4 ครั้ง ขณะที่ญาติช่างภาพชาวอิตาลีก็เพิ่งเดินทางมาเข้าพบเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา และมีการสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการร้องขอให้มีการติดตามกล้องของผู้ตายที่สูญหายไปด้วย






