วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

การเมือง

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

"มาร์ค”วอนส.ส.ร่วมมือกับทีมกม.สู้ยุบพรรค

    คมชัดลึก :นายก“อภิสิทธิ์” วอนส.ส.ให้ความร่วมมือทีมกม.สู้ยุบพรรค เชื่อคดี 29 ล้านจบก่อนสิ้นปี

    (31ก.ค.) เวลา 10.30 น.ที่จ.ภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดสัมมนาพรรคว่า ใน 4 เดือนข้างหน้ามีความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะต่อพรรคประชาธิปัตย์แต่สำหรับบ้านเมืองด้วย เพราะเรามีคดียุบพรรคอยู่ 2 คดี ซึ่งสำคัญคืออนาคตของพรรคการเมืองที่เป็นหลักของระบอบประชาธิปไตยไทยมาเป็นเวลาช้านาน แต่บังเอิญว่าคดีดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างปี 2547-2548 บางคนอาจยังไม่เป็น ส.ส.หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้แล้ว แต่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ การต่อสู้ในศาล ต้องใช้ความทุ่มเทพยายามมาก หลายคนอาจไม่ทราบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนววิธีการต่อสู้คดี เป็นเหตุให้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ต้องเข้ามาอยู่ในทีมต่อสู้คดี

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนอยากให้ทุกคนทำ คืออยากให้เชื่อคำแนะนำว่า อะไรที่ไม่รู้อย่าพูด เพราะเรื่องทั่วไปอาจไม่มีผลกระทบ แต่เรื่องที่เป็นคดี ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมีผลกระทบ ทั้งทางการเมืองและทางคดี จึงอยากขอความร่วมมือ ไม่ว่าจะได้ข้อมูลอะไรมา หรืออยากแสดงความคิดเห็นอะไร ก็ขอความกรุณามาปรึกษานายชวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และนายบัญญัติ เพราะเรื่องนี้ต้องการวินัย และต้องการให้การต่อสู้คดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งคดีแรก กรณีเงิน 29 ล้านบาท ศาลได้ตัดพยานฝ่ายผู้ร้องเหลือ 15 คน พยานฝ่ายเราก็น่าจะพอกัน เข้าใจว่าไม่เกินสิ้นปีนี้ ศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ ส่วนคดีที่สอง เงิน 258 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลส่งพยานมาให้ปชป.ทำคำแก้กลับไป

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องที่สอง สมัยประชุมนี้เป็นสมัยนิติบัญญัติ มีกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่จะต้องผลักดัน ทั้งกฎหมายกระจายอำนาจ กฎหมายตามรัฐธรรมนูญหลายฉบับ กฎหมายซึ่งเราต้องการผลักดันออกมาเป็นนโยบายให้ได้ กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระ กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ จึงอยากให้ทุกคนให้ช่วยวิปรัฐบาลที่มีภาระหนัก ตนได้กำชับให้รัฐมนตรีตลอดเวลาว่า ช่วงประชาสภาให้หลีกเลี่ยงการรับงานนอก และการเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าไม่ใช่การประชุมระหว่างประเทศ ก็ขอให้หลีกเลี่ยง อย่าไปในช่วงวันพุธพฤหัส ตนเองก็ยึดหลักนี้มาตลอด บางทีไปทวีปยุโรป ก็ค้างแค่คืนเดียว ไม่เช่นนั้นงานจะไม่เดิน

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ไม่เช่นนั้นถ้าเราเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้เมื่อไร แต่เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าไม่มีกฎหมายจะไปหาเสียง พวกเราก็จะลำบาก เวลา 4 เดือนจากนี้ไปจึงสำคัญมาก ถ้าเราปล่อยให้สภาล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งเมื่อไรจะถูกตำหนิ เพราะเชื่อได้ว่าฝ่ายค้านจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ผ่านมา และขอให้เตรียมใจด้วยว่าส.ว.จำนวนไม่น้อย ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทุกเรื่อง จะแสดงตัวอย่างเต็มที่ ดังนั้นงานวิปรัฐบาลจะหนักที่สุด ถ้ามีปัญหา มีความจำเป็นอะไร ก็ขอให้แจ้ง เพื่อให้วิปรัฐบาลนับตัวเลข วางแผนได้ถูก ที่สำคัญอย่าปิดโทรศัพท์ พวกเราหลายคนไม่อยู่ไม่พอ ยังปิดโทรศัพท์ จากนี้ไป นอกจากชื่อว่าใครหายไม่ลา ใครหายตัวแล้วปิดโทรศัพท์ก็จะบันทึก เอาไว้ส่งให้เลขาธิการพรรค

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้มีความพยายามคนบางกลุ่ม ยังไม่เลิก หวังให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงต่อไป ตนไม่อยากให้ลืมว่า หัวใจสำคัญของพวกเรา คือแก้ปัญหาประชาชน งานบางอย่างต้องเร่ง 1.การแก้ปัญหาหนี้สิน ตอนนี้แก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ไปได้ 3-4 แสนคนแล้ว พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ที่ใช้กลไกลกองทุนฟื้นฟู ทั้งโอนหนี้ ลดหนี้ ยืดเวลาชำระหนี้ให้ 2.การประกันรายได้เกษตรกร ทั้งข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง มั่นใจว่าชาวบ้านกว่า 80% พอใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบฝนตกทั่วฟ้าจริงๆ รวมถึงนโยบายที่โดนใจประชาชนหลายอย่าง อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ซึ่งบางอย่างเป็นผลในทางปฏิบัติ จึงอยากให้พวกเราช่วยติดตาม เป็นหูเป็นตาให้

     หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องบางอย่างต้องช่วยกันพูด เพราะบางนโยบายที่ทำไปก็เป็นไปตามเป้าหมายของเรา อาทิ เช็คสองพันบาท ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิด แต่กลายเป็นว่าถูกโจมตีว่าเป็นนโยบายหาเสียง จึงอยากให้ช่วยกันพูด ไม่แน่ใจข้อมูลตรงไหน ก็สอบถามจากคนที่รับผิดชอบโดยตรง และเหมือนที่คอยกำชับตลอดว่าในการประชุมส.ส.ของพรรค รัฐมนตรีทุกคนควรจะต้องอยู่ จะได้ชี้แจงนโยบายที่ถูกต้อง ดังนั้นหลายเรื่องที่เราทำ หรือคิดจะทำจากนี้ไป ถ้ามีส.ส.เข้ามาช่วยชี้แจง หรือนำอุปสรรคต่างๆกลับมาบอก เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนยอมรับ และจะช่วยลบข้อครหาสมัยเป็นฝ่ายค้านหลายอย่างให้หมดไปได้

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีปราสาทพระวิหาร กลุ่มที่โจมตีเรามากที่สุด คือกลุ่มพันธมิตร แล้วก็อ้างว่าสมัยเป็นฝ่ายค้านกับรัฐบาล เราพูดไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่จริง มาโจมตีว่าไม่ยอมยกเลิกบันทึกเพื่อความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ปี 2543 ทั้งที่คนที่ยกเอ็มโอยูปี 2543 คนแรกคือนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความผิด จากการลงนามในแถลงการณ์ร่วม จนเปิดประตูให้กัมพูชาเข้ามา ขอยืนยันว่าเอ็มโอยูปี 2543 ไม่เคยบอกว่าไทยยอมรับแผนที่ของกัมพูชาเลย แต่ยึดหลักสันปันน้ำมาตลอด สิ่งที่เอ็มโอยูปี 2543 เขียนไว้ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นยังมีปัญหา  "เอ็มโอยูปี 2543 ที่ทำให้กัมพูชามีปัญหามาก เพราะในแผนการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาไปเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ไม่สามารถอ้างแผนที่ได้ เพราะมีเอ็มโอยูฉบับนี้ค้ำเอาไว้ จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจง เพราะตอนนี้ใส่กันทุกวัน ว่าทำไมไม่เลิกเอ็มโอยูสักที ส่วนกรณีที่มีคนลุกล้ำไปในพื้นที่ทับซ้อน ก็จะให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศไปดำเนินการ ที่ผ่านมาเราก็ทำหนังสือประท้วงหลายครั้ง แต่จะให้เดินหน้าไปปะทะเลย ไม่เกิดประโยชน์อะไร ยังมีเวลาเวทีอื่นให้เราดำเนินการอยู่ เรื่องเหล่านี้ พวกเราต้องถูกถามแน่ จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจงด้วยสาระ อย่าใช้การตอบโต้ และขอยืนยันให้มั่นใจ เราจะรักษาประโยชน์ชาติ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว  

     นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆตามแผนปรองดองด้วยว่า สาเหตุที่ในทุกคณะที่ตั้งมา ไม่มีคณะปรองดอง เพราะตนไม่เชื่อว่าเรียกคนมานั่งคุยกันแล้วทุกอย่างจะจบ แต่ต้องแก้ปัญหาพื้นฐาน เป็นเหตุให้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ฯลฯ ขึ้นมา ซึ่งบางอย่างก็ทำให้เกิดการปรองดองในตัว เช่นในสมัชชาปฏิรูปที่ให้คนมานั่งคุยกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้า อย่างนายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก็เพิ่งไปรับฟังความเห็นจากเกษตรกรในภาคอีสานมา โดยไม่คุยเรื่องการเมือง ตอนนี้ประชาชนก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า บ้านเมืองจะเดินต่อไปได้ ไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นทางการเมืองที่เหมือนกัน

     นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งสุดท้ายที่เราหนีไม่พ้นคือความขัดแย้งทางการเมือง อยากย้ำว่า เราเป็นพรรคที่ต่อสู้อยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แนวทางแก้ไขปัญหาทุกอย่างก็อิงกระบวนการนี้ เช่นถามว่าจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกนานเท่าไร ถ้าไปถามเจ้าหน้าที่ทุกคน บอกได้เลยว่าอยากให้คงไว้ เพราะยังมีพวกรุนแรงเคลื่อนไหวอยู่ ในฐานะพรรคการเมืองเราก็ต้องยืนยันว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวเป็นกฎหมายพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แนวทางของเรา ไม่ใช่แค่จะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 10 จังหวัดที่เหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึง 3 จังหวัดภาคใต้ เราก็ต้องวางเป้าว่าต้องเลิกให้ได้

     "เพียงแต่เราอยู่กับความเป็นจริง มีความจำเป็นในการทำคดีก่อการร้ายไม่ให้สะดุด จึงต้องเอาเท่าที่จำเป็น ขณะนี้ก็ทบทวนที่จะเลิกอยู่ตลอดเวลา บางครั้งคนมาถามว่าทำไมเรียกคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ผมก็บอกว่าขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในภาคใต้บางคดีก็เป็นคดีก่อการร้าย ก็ว่าไปตามประมวลกฎหมายอาญา แต่จุดหนึ่งที่ผมชัดเจนคือ ทุกอย่างที่ทำ ต้องทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย การปรองดองต้องเป็นเรื่องส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว หรือเอาประโยชน์มาแลกกันก็จบ เพราะถ้าทำเช่นนั้น วันข้างหน้า ก็จะมีคนตั้งกองกำลังเอาความรุนแรงมาข่มขู่ประชาชน หรือบีบรัฐบาลโดยไม่สนใจกฎหมาย ซึ่งนั่นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    ความคิดเห็น

    ความคิดเห็นที่ 1

    กลางๆ 

    ดาวชรา2010-08-01 03:24:48

    ช่วยกราบวอนบรรดาส.ส.ร่วมมือช่วยชาติ บ้านเมืองด้วยนะครับ

    คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้หรือ สมัครสมาชิก