(30ก.ค.) โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของกลุ่มนปช.ได้เผยแพร่บทความในเวบไซต์ของตัวเอง มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลไทยว่าใช้ยุทธศาสตร์คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาภายในประเทศ เหมือนภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผู้นำสหรัฐก่อสงครามเพื่อปกปิดปัญหาภายใน
บทความระบุว่า ยุทธศาสตร์ในการเจรจาต่อรองของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการผสมผสานระหว่างการหาเรื่องระราน และการข่มขู่ รวมถึงการพิจารณาที่จะถอนตัวออกจากการเป็นภาคีของคณะกรรมการยูเนสโก ไปจนถึงการข่มขู่อย่างมีนัยของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อแผ่นดินว่าอาจจะมีการใช้กำลังทางทหาร สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิถีของสมาชิกที่น่าเคารพของประชาคมโลกควรปฏิบัติ
การที่นายกฯอภิสิทธิ์ปล่อยตัวเองให้ถูกจูงจมูก นำความหายนะมาสู่ตัวนายอภิสิทธิ์เอง และยังทำให้คนสงสัยถึงศักยภาพในการเลือกพวกพ้องและแนวทางในการต่อสู้เรื่องนี้ โดยมีการใช้กลุ่มคลั่งชาติหัวรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรเป็นกลุ่มโฆษณาชวนเชื่อในการต่อสู้เรื่องความขัดแย้งปราสาทพระวิหารนี้
แผนการอันรุนแรงและคุกคามของกลุ่มพันธมิตรในกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารนั้น รวมไปถึงการก่อการจลาจลและความพยายามที่จะยั่วยุให้เกิดการปะทะระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่นายกอภิสิทธิ์กลับนิ่งเฉยกับแผนการของกลุ่มพันธมิตร และปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรเย้ย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยต้องการมีนักเลงอันธพาลอย่างกลุ่มพันธมิตรไว้เป็นพวก เพื่อให้คนกลุ่มนี้คอยทำกิจกรรมนอกเหนือกฎหมายเมื่อถึงคราวจำเป็น
อัมสเตอร์ดัมเปรียบเทียบว่าแนวทางนี้คล้ายกับภาพยนตร์ในปี 2450 เรื่อง “Wag the Dog” ที่ประธานาธิบดีสหรัฐพยายามสร้างเรื่องทำสงครามเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาภายใน แต่วิธีการนี้เป็นยุทศาสตร์ที่เสี่ยงมากๆสำหรับนายอภิสิทธิ์
อัมสเตอร์ดัมระบุว่า การเริ่มทำสงครามกับกัมพูชา สร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคและก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ล้วนแต่สมผลประโยชน์ของพวกหัวรุนแรงในกลุ่มพันธมิตร และสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสนใจอันไม่น่าพึงประสงค์ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเขาต้องตอบคำถามว่า ใครคือสุนัข และใครคือคนที่สั่งการ
ปชป.เย้ย"ทนายทักษิณ"ไม่เข้าใจคำว่าอธิปไตย
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความชาวต่างชาติของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าประเทศไทยมีนิสัยอันธพาลและไปข่มขู่ประชาคมโลกด้วยว่า ตนไม่หวังว่าคนอย่างนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่รับจ้างพ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าใจความหวงแหนอธิปไตยของคนไทย แต่หวังว่าจะให้คำตอบต่อบทบาทของรัฐบาลสมัยพ.ต.ท.ทักษิณกรณีเขาพระวิหารได้ เพราะปัญหาดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นมาจากตรงนั้น
วาทยากรไทยตอบโต้สมุดปกขาวของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
นายสมเถา สุจริตกุล วาทยากร คีตกวี ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักเขียนที่มีชื่อเสียงระดับสากลของไทย เขียนบทความตอบโต้สมุดปกขาวของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้
บทความที่ออกมาเมื่อวาน เพื่อตอบโต้สมุดปกขาวที่ใช้ชื่อว่า "การสังหารหมู่กรุงเทพ เสียงเรียกร้องความรับผิดชอบ" ของนายอัมสเตอร์ดัม ระบุว่า สมุดปกขาวนี้คล้ายกับหนังสือนิยายที่จับเอาเหตุการณ์จริงบางส่วนมาใส่จินตนาการลงไป เพียงแต่มันไม่ได้มีประสงค์เพื่อให้เป็นนิยาย
ในกรณีของนวนิยาย นักเขียนอาจจะประสบความสำเร็จการสร้างจินตนาการจนทำให้คนอ่านเชื่อว่าเป็นจริง พวกทนายก็เช่นเดียวกัน ที่สร้างเรื่องจากหลักฐานต่างๆ แต่ความจงรักภักดีของทนายไม่ใช่เรื่องความจริง แต่เป็นลูกความของเขา ความมุ่งหวังของทนายเพียงอย่างเดียวคือทำให้ลูกขุน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคนไทยเชื่อ หลักฐานที่นำมาพูดถึงทั้งหมดอาจจะเป็นความจริง แต่รากฐานของหลักฐานไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงทั้งหมด หรือพูดอีกอย่างก็คือนักเขียนใช้จินตนาการเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นจริง แต่ทนายใช้ความจริงเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นจินตนาการ
ตัวความจริงนั้น อาจจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่เป็นจริงก็ได้ และทนายก็ปรับเปลี่ยนความจริงแค่ครึ่งเดียวมาเป็นอาวุธที่สำคัญของพวกเขา
นายสมเถาบอกว่า เขาสามารถโต้แย้งสิ่งที่นายอัมสเตอร์ดัมนำมาอ้างได้ทุกเรื่อง แต่หากทำเช่นนั้น ก็กลายเป็นว่าเขาแพ้ศึก เพราะไปเข้าทางของนายอัมสเตอร์ดัม ที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยหันมาตอบโต้ จนไม่มีใครคิดว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่
นายสมเถาบอกว่า อัมสเตอร์ดัมบอกว่าเป็นทนายของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ดูท่าทีแล้วน่าจะทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์มากกว่า เหมือนกับการทำงานให้นายมิคาอิล คาร์ดาคอฟสกี้ อดีตมหาเศรษฐีรัสเซียที่ติดคุก แต่ก็ใช่ว่าเขาจะทำงานอย่างได้ผล และก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเชื่อว่าเขาจะทำงานได้สำเร็จในกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าเราไม่ปล่อยให้เขาทำมันให้สำเร็จ และจะเป็นอันตรายมาก หากรัฐบาลไทยจะหลงประเด็น และเสียเวลาไปกับการพยายามตอบโต้นายอัมสเตอร์ดัม
สมเถาบอกว่า นายอัมสเตอร์ดัมเป็นลูกจ้างของพ.ต.ท.ทักษิณ และมีหน้าที่ในการฟอกชื่อเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้กลับมาประเทศไทย โดยยังมีทรัพย์สินอยู่ครบถ้วน และไม่ต้องติดคุก เมื่อเป็นเช่นนี้ สมุดปกขาวจึงไม่ได้หวังเรียกร้องอย่างจริงจังเพื่อให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบ หรือวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองของไทยอย่างรอบด้าน แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งของนายอัมสเตอร์ดัมในการทำให้เป้าหมายของเจ้านายเป็นจริงเท่านั้น