นครบาลถก3เหล่าทัพหลังเกิดเหตุบึ้มในกทม.

"นครบาล"ประชุมเครียด"ทหาร 3 เหล่าทัพ-ผู้แทน กทม.-ผอ.เขต " ล้อมคอกปฏิบัติเข้ม " แผนพิทักษ์เมือง 53 " หลังเกิดเหตุ " บึ้มป่วนเมือง " หลายระลอก ล้อมคอกพื้นที่เสี่ยง ชี้ " ระเบิด " ถังขยะซอยรางน้ำ ใช้กันแพร่หลายในประเทศสังคมนิยม

(30ก.ค.) พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธาน ประชุมร่วมหน่วยงานตำรวจนครบาล ทหารและผู้แทนจาก กทม. ในการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่ กทม.มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงวางมาตรการปฏิบัติร่วมกันประกอบด้วย ตัวแทนศูนย์ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพบก ( ศปก.ทบ.) ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยปลอดภัยกองทัพอากาศ ( ศปก.ทอ.) ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 ( ศปก.ทภ.1 ) ตัวแทนมลทลทหารราบที่ 11 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ) กองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ) หน่วยป้องกัน นปอ. และคณะผู้บริหาร กทม. รอง ผบช.น.และ ผบก.ทุกนาย กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.และตัวแทนจากสนักงานเขตทุกเขตใน กทม.

 การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์การก่อการความวุ่นวายและเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จากกรณีที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง และเกิดระเบิดสร้างความสูญเสียแก่ชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันเหตุ และเกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยบุคคล และสถานที่สำคัญ จึงเรียนเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือและกำหนดแนวทางการปฏิบัติ ภายในห้องประชุมใหญ่ บช.น.ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

 พล.ต.ท. สัณฐาน กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า จากเหตุระเบิดที่ซอยรางน้ำเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พบว่าเหตุระเบิดป่วนเมืองเหล่านี้มักถูกนำไปซุกซ่อนไว้ตามที่ทิ้งขยะ หากดูแลเฉพาะกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจึงต้องประสานทุกฝ่าย ซึ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็เป็นห่วงและกำชับในเรื่องนี้ จึงได้เชิญผู้อำนวยการเขต กทม. ผู้อำนวยการเทศกิจ รวมทั้งฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพภาคที่ 1 ทหารเรือ ทหารอากาศ ในส่วนที่รับผิดชอบร่วมกันมาดูแผนพิทักษ์เมือง 53 ที่ทางตำรวจได้เคยวางไว้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และหารือเพื่อปรับรูปแบบเนื่องจากคนร้ายที่ก่อเหตุจะวางระเบิดในที่สังเกตยาก ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา

 “เราจะดูว่าปรับการวางถุงขยะสีดำตรงไหนอย่างไร และถังขยะปรับเป็นแบบโปร่งใสได้หรือไม่ เวลาในการเก็บสามารถเก็บเร็วขึ้นได้หรือไม่ ก็จะระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายไปเพื่อแก้ไขป้องกัน ทั้งนี้ในเวลา 14.00น. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ10 จะนัดประชุมติดตามทั้ง 2 คดีที่เกิดที่ห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ และที่ซอยรางน้ำ ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังจากการสังเกตเหตุระเบิดที่ผ่านมา พบว่าจะถูกวางในที่ที่เป็นสัญลักษณ์เป็นหลัก ในพื้นที่ที่มีเหตุระเบิดจะเป็นที่สนใจของประชาชน พวกนี้เป็นพวกป่วนเมืองพวกโรคจิต ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว” พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าระเบิดทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า ระเบิดเมื่อคืนวงจรไม่เหมือนที่ห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ เป็นลักษณะที่ใช้จากที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ราย งานพบว่าเป็นระเบิดแบบขว้างที่ทำในประเทศสังคมนิยม และรัดด้วยสายยาง แล้วแช่ไว้ในน้ำมันเมื่อสายยางเปื่อยระเบิดจึงทำงาน คงต้องช่วยกันดูแลซึ่งได้สั่งการตั้งแต่เมื่อวานว่าให้ระดมกำลังตำรวจทั้ง หมดประจำตามศูนย์การค้าต่างๆ รวมทั้งสถานที่สำคัญและคลังน้ำมัน แต่เนื่องจากพื้นที่ กทม.นั้นกว้างใหญ่ จึงประชุมหลายฝ่ายในการทำงาน

 พล.ต.ท. สัณฐาน กล่าวอีกว่า การวางระเบิดในลักษณะนี้เคยพบตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตร ในกองบังคับการปราบปรามนานแล้ว ทำง่ายๆ ไม่ต้องเชี่ยวชาญมากเพราะแค่รัดยางแล้วใส่ในถังน้ำมัน ซึ่งยังคงตั้งประเด็นว่าน่าจะเป็นเรื่องป่วนเมือง มาตรการป้องกันนอกจากเรื่องถังขยะเราก็จะพยายามดูทุกเรื่องต้องทำเต็มที่ ส่วนการสืบสวนหาคนร้ายก็จะดำเนินการควบคู่ไป ตำรวจวางใจไม่ได้ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดก็สงสารประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องมารับเคราะห์ ไม่อยากจะด่าไอ้พวกนี่มันแย่

 ส่วนเรื่องการคง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หลังเกิดเหตุระเบิด นั้น พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหตุการณ์คงวุ่นวายมากกว่านี้ ขนาดยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ยังเกิดเหตุระเบิด ทุกวันนี้ตำรวจก็พยายามดูแลแต่คนร้ายเหล่านี้ได้อาศัยช่วงช่องว่างในการก่อ เหตุ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนแก่ที่เคยระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดหรือไม่ พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ด่าดีกว่าไม่อยากจะด่ามันแล้ว จับมันดีกว่า"