ไทยยกแผนที่-ภาพเด็ดแจงกก.มรดกโลก

ไทยแจกแผนที่-ภาพถ่ายเขมรขนอาวุธหนักเข้าเขาพระวิหาร แจงตัวแทน 21 ชาติ กก.มรดกโลกเข้าใจ 6 ชาติหันหนุนไทย สั่งเลื่อนถกวาระไปตีห้าอีกรอบ "สุวิทย์" ชี้อาจเลื่อนยาว

ความคืบหน้าการพิจารณารับรองแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของประเทศกัมพูชา หลังจากที่ต้องเลื่อนการพิจารณา จากเวลา 02.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม ตามเวลาในประเทศไทย หรือเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่นบราซิล โดยที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล จะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งเป็นวาระแรกของการประชุมเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม เวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งตรงกับเวลา 22.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม (เวลาในประเทศไทย)นั้น

 เมื่อเวลา 22.40 น. นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บก.อาวุโส ทีวีไทย รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ประเทศบราซิล ว่า วาระพิจารณาแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารถูกเลื่อนออกไปอีกครั้งเป็นช่วงเย็นตามเวลาท้องถิ่น(ตรงกับเวลาในไทย 05.00 น.) เนื่องจากมีการเจรจานอกรอบครั้งที่ 2 ระหว่างไทยกับกัมพูชา

 การเลื่อนดังกล่าวเนื่องจากการหารือรอบแรกไม่ได้ข้อยุติ ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการเผยแพร่แผนที่ที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีการรุกล้ำดินแดนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่ระบุว่ากัมพูชามีการขนอาวุธหนักเข้ามาบริเวณเขาพระวิหาร แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นต้นเหตุให้ความขัดแย้งขยายตัวและเกิดความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไทยขู่จะวอล์กเอาท์ หากมีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม

 ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่และชี้แจงให้คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ชาติ ได้รับฟังทำความเข้าใจ เบื้องต้นมีบางประเทศเห็นด้วยกับการชี้แจงของไทย เช่น สวิตเซอร์แลนด์ จีน บาห์เรน ออสเตรเลีย อียิปต์ และบราซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม ดังนั้นจึงเกิดการหารือนอกรอบครั้งที่ 2 ระหว่างไทยและกัมพูชา และตกลงว่าอาจพิจารณาเรื่องดังกล่าวในช่วงเย็น (ตรงกับเวลาในไทยประมาณ 05.00 น.)

 นายเสริมสุขกล่าวว่า ล่าสุดแนวโน้มคณะกรรมการมรดกโลกเริ่มเข้าใจไทยมากขึ้น หลังไทยมีการนำข้อมูลชี้แจง โดยเฉพาะกรณีไทยนำแผนที่ทหารชี้ให้เห็นว่ากัมพูชารุกล้ำดินแดนไทย รวมทั้งการนำภาพถ่ายขณะทหารกัมพูชาขนอาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ จึงถือว่าเป็นการรุกล้ำดินแดนไทยชัดเจน หากหยิบยกมาพิจารณาจะทำให้ขยายผลความรุนแรง จึงน่าจะมีการประนีประนอมกันมากกว่านี้ 

 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า เบื้องต้นมีการเลื่อนวาระการประชุมไปช่วงเย็น แต่เมื่อมีการชี้แจงให้หลายๆประเทศได้เข้าใจข้อคัดค้านของไทย ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเลื่อนพิจารณาวาระนี้ออกไปอีก และเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มีการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ประกาศว่าหากคนไทยบุกรุกเข้าไปในบริเวณปราสาทพระวิหารจะยิงว่า คงไม่ต่างจากท่าทีที่ประเทศไทยแสดงออกไป และนี่คือเหตุผลที่ตนบอกกับยูเนสโกและกรรมการมรดกโลกมาโดยตลอดว่า สถานการณ์ไม่ควรจะตึงเครียด โดยการให้ทำแผนจัดการพื้นที่ทับซ้อน

 “ทางที่ดีที่สุดคือให้ทุกคนกลับมาสู่กระบวนการเดิมตามที่กำหนดไว้ในบันทึกว่าด้วยความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ที่จัดทำเมื่อปี 2543 เพราะขนาดรายงานที่กัมพูชาส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกก็ยังยอมรับว่าแผนที่ใช้ไม่ได้ เพราะมีเอ็มโอยู และคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (เจบีซี) อยู่ จึงเป็นตัวพิสูจน์ว่าไม่ควรเดินหน้าจัดทำมรดกโลก รวมถึงแผนบริหารจัดการต่างๆ และช่วยยืนยันสิ่งที่ผมพูดมาตลอดว่า เอ็มโอยูมีประโยชน์ ทำให้กัมพูชาอ้างแผนที่ไม่ได้ ที่เขาส่งรายงานตอนนี้เขาเลยทำได้แค่ส่งแผนผังไปก่อน เพราะติดข้อตกลงของเจบีซีอยู่ แล้วเขาก็พยายามจะบอกว่าแผนผังที่ส่งไปไม่กระทบเขตแดน ซึ่งเราบอกว่า เรายอมรับไม่ได้ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของทั้งสองประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 29 ก.ค. นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประ เทศ เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกมาพบที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับท่าทีของไทย โดยมีผู้แทนสถานทูตเดินทางมา 10 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นเอกอัครราชทูตจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และบราซิล

 สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1.ไทยคัดค้านอย่างรุนแรงต่อร่างข้อตัดสินใจของคณะกรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร เนื่องจากแผนผังกำหนดเขตกันชนและแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ระบุถึงพื้นที่ที่อาจล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ดังนั้น ประเทศไทยขอยืนยันท่าทีว่า การตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหารควรจะเลื่อนออกไปจนกว่ากระบวนการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะเสร็จสิ้น 

 2.ประเทศไทยรู้สึกเสียใจต่อการที่คณะกรรมการมรดกโลกไม่ตระหนักถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของประเด็นปราสาทพระวิหาร และการตัดสินใจในเรื่องนี้จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากนี้ คณะกรรมการมรดกโลกยังได้ละเลยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การบริหารจัดการปราสาทพระวิหารไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากคณะกรรมการได้เพิกเฉยต่อบทบาทที่สำคัญของไทยในการรักษาและอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร

 3.โดยที่กระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยคณะกรรมการมรดกโลกขาดความโปร่งใส และไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและแนวปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องปราสาทพระวิหารก่อนหน้าการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด และอาจมีการล่วงล้ำดินแดนไทย ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยจึงขอให้ประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาร่างข้อตัดสินใจในเรื่องปราสาทพระวิหารออกไปจนกว่าการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารจะแล้วเสร็จ

 แหล่งข่าวจากกองทัพ เปิดเผยว่า กองทัพไทยได้เตรียมแผนการป้องกันประเทศไว้ 2 แผน คือ 1."แผนบดินทรเดชา" เพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาอธิปไตยในระดับพื้นที่ด้วย โดยจัดกำลังสนับสนุน 11 กองร้อยจากกองกำลังสุรนารี และเพิ่มฐานปฏิบัติการตั้งแต่ช่องบก-ช่องสะงำ มากกว่า 50 ฐาน 2.ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น ให้ใช้ "แผนกษัตริย์ศึก" โดยสนธิกำลังร่วมกัน 3 เหล่าทัพ เข้าประจำในพื้นที่
 ในขณะนี้กองทัพไทยได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยสั่งห้ามกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยเด็ดขาด ไม่ว่าผลการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจะออกมาอย่างไร

 ด้านพล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างดูสถานการณ์ในพื้นที่ที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนโดยทั่วไปอยู่ในขั้นที่สามารถควบคุมได้ เหตุการณ์ยังเป็นปกติดี ซึ่งการตัดสินใจว่าจะใช้กำลังหรือไม่ ทางผู้บังคับบัญชาก็มีการมอบอำนาจตามลำดับชั้น แต่จะใช้มาตรการตามขั้นตอนเบาไปหาหนัก

 “ทั้งสองประเทศยังสามารถพูดคุยกันได้ เราพยายามรักษาระดับความสัมพันธ์เอาไว้ เพียงแต่ไม่ยอมเสียสิทธิ์และติดตามสถานการณ์อยู่เช่นกัน แต่การประเมินสถานการณ์ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้กำหนดกรอบ อย่างไรก็ตามความกังวลหรือไม่ขึ้นกับท่าทีของกัมพูชา และเราฟังนโยบายจากผู้บังคับบัญชาและรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการสอบถามความพร้อมมายังกองทัพภาคที่ 2 โดยเรามีความพร้อม 100%” พล.ท.วีร์วลิต ระบุ

 แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า กำลังทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ หรือภูมิประเทศสำคัญ หรือสิ่งที่เราได้เปรียบกว่า เรามีการวางกำลังไว้แล้ว นอกจากนั้นในระดับหลังก็มีกองหนุนอยู่ พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้ ทุกขั้นตอนสามารถเข้าสู่ที่หมายได้ตามกำหนด อีกทั้งแผนใหญ่ก็ได้วางแผนร่วมกันจาก 3 เหล่าทัพ ทั้งทางอากาศ ทางบก

 จากนั้นเวลา 17.00 น. พล.ท.วีร์วลิตได้ให้โอวาทกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านตรวจภูน้อย ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร พร้อมเน้นย้ำให้ระมัดระวัง และตรวจการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้กำลังพลมีความอดทน อดกลั้นอย่างถึงที่สุด

 เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 29 ก.ค. ที่หน้าองค์การยูเนสโก ประจำประเทศไทย ซ.สุขุมวิท 40 ถ.สุขุมวิท ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามปราสาทเขาพระวิหาร และกลุ่มคนไทยรักชาติ นำโดยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายสมบูรณ์ ทองบุราณ พร้อมประชาชนนับ1,000 คน รวมตัวกันเพื่อรอฟังผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในการพิจารณารับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามข้อเสนอของประเทศกัมพูชา

 อย่างไรก็ตาม มีประชาชนถือธงชาติ เขียนป้ายผ้าติดตามรายทางและชูป้ายประท้วง ทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัด และมีการขึ้นเวทีปราศรัยตลอดเวลา โดยป้ายผ้าระบุ"ช่วยด้วยเรากำลังจะถูกปล้นแผ่นดิน", "หยุดการขายแผ่นดินไทย ทวงคืนแผ่นดินสยาม เราไม่ยอมเสียอธิปไตยให้เขมรอย่างเด็ดขาด"

 ส่วนความเคลื่อนไหวของกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชา ออกมากล่าวตอบโต้ความเคลื่อนไหวของไทยที่พยายามคัดค้านการเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา เริ่มจากนายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่กล่าวว่า ข้อโต้แย้งต่างๆ ที่ไทยพยายามนำมาใช้ขัดขวางแผนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นข้อโต้แย้งที่ล้าสมัยทั้งสิ้น พร้อมย้ำอีกรอบว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่ว่าไทยจะพยายามทำอะไรในเวลานี้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงในข้อนี้ได้

 ขณะที่นายไพ สิพัน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ในปี 2505 การอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณปราสาทของกัมพูชานั้น อิงจากแผนที่ปี 2451 ที่ฝรั่งเศสกับไทย ซึ่งขณะนั้นคือประเทศสยามทำขึ้น ต่อมาในปี 2550 ไทยกลับอ้างว่าดินแดนส่วนนั้นเป็นของตน โดยอ้างแผนที่ที่ทำขึ้นฝ่ายเดียว ซึ่งการจัดทำแผนที่อันเป็นเท็จของไทยเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ

 

ความคิดเห็นที่ 1

กลางๆ 

asiajournal2010-07-30 12:46:13

ความคิดเห็นที่ 1 กลางๆ asiajournal2010-07-30 12:41:05 <<<<< ประเทศไทยจะทำอย่างไร ต่อไป >>>>>> 1) เมือสี่สิบปี่ก่อน รัฐบาลไทย (จอมพลสฤกษ์) ประกาศยอมรับเฉพาะปราสาทพระวิหาร เป็นของเขมร ตามคำพิพากษาศาลโลก ......... นอกจากนั้น เป็นเขคแดนไทย เขมรยอมรับ ...... 2) เมื่อสามสิบปีก่อน รัฐบาลไทย ประกาศ เขตดินแดนนอกจากเขตปราสาทพระวิหาร เป็นของไทย ..... เขมรยอมรับ ....... คนไทย เข้าออกบริเวณพื้นที่รอบปราสาทได้โดยเขมรไม่ต่อต้านขัดขวาง ...... คนเขมรจะขึ้นปราสาทพระวิหาร ต้องขออนุญาตผ่านเข้าแผ่นดินไทย ....... 3) เมื่อยี่สิบปีก่อน รัฐบาลไทยประกาศยืนยันแผ่นดินไทยรอบปราสาทพระวิหาร เป็นของไทย ...... รัฐบาลเขมรยอมรับ ...... คนไทย เข้าออกบริเวณพื้นที่รอบปราสาทได้โดยเขมรไม่ต่อต้านขัดขวาง ........ คนเขมรจะขึ้นปราสาทพระวิหาร ต้องขออนุญาตผ่านเข้าแผ่นดินไทย ....... 4) เมื่อสิบปีก่อน (รัฐบาลชวน) ประเทศไทยและเขมร ร่วมลงนาม MOU ฉบับ 2543 ตั้งกรรมร่วมปักปันเขตแดน ....... ประเทศไทยประกาศแผ่นดินรอบปราสาทพระวิหารเป็นของไทย ....... ประเทศเขมรประกาศแผ่นดินรอบปราสาทพระวิหาร เป็นเขตที่มีข้อพิพาท ........ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนไทยเข้าพื้นที่รอบปราสาทไม่ได้ ....... ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนเขมรเข้าครอบครองพื้นที่รอบปราสาทตามใจชอบ ....... 5) วันนี้ (รัฐบาลอภิสิทธิ์) รัฐบาลไทยประกาศแผ่นดินรอบปราสาทพระวิหาร เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวต้องให้คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดน ทำการปักปันฯ ........ วันนี้ รัฐบาลเขมร ประกาศ แผ่นดินรอบปราสาทพระวิหาร เป็นดินแดนของเขมรแต่ฝ่ายเดียว ไม่ใข่พื้นที่ม่ีข้อพิพาท ไม่ต้องให้คณะกรรมการปักปันเขตแดน ......... วันนี้ คนไทย ห้ามเข้าออกบริเวณพื้นที่รอบปราสาท เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเขมร ........ คนเขมรขึ้นปราสาทพระวิหาร เข้าปลูกบ้านสร้างวัดในบริเวรพื้นที่รอบปราสาทได้ ....... โดยรัฐบาลไทยสละสิทธิความเป็นเจ้าของบูรณภาพและอธิปไตยทุกประการ และทหารได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ห้ามใช้กำลังทหารเข้าปกป้องแผ่นดินเสมือนเป็นแผ่นดินไทย แต่ให้ใช้การเจรจาแทน ........ <<<<<< 6) วันพรุ่งนี้ รัฐบาลเขมร อ้างความเป็นเจ้าของดินแดนที่ประเทศไทยเคยอ้าง นับตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี ลงไปถึงจังหวัดตราด โดยไม่ยอมรับคณะกรรมการปักปันเขตแดนอีกต่อไป ......... เขมรส่งคนและทหารเข้ายึดพื้นที่ตามเขตชายแดนตามแผนที่ที่เขมรเขียนขึ้นมาเอง ....... วันพรุ่งนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์หรือรัฐาลเพื่อไทย สั่งห้ามใช้กำลังทหาร แต่ให้ใช้การเจรจาแทน ........ วันพรุ่งนี้ รัฐบาลพรรค ปชป หรือพรรค เพื่อไทย สั่งห้ามคนไทยเข้าพื้นที่ตามตะเข็บตลอดชายแดนไทยเขมร ....... ประเทศไทยจะสะสางปัญหาวันนี้ หรือ ปล่อยให้ถึงวันพรุ่งนี้ >>>>>>

คมชึดลึก