กล่าวตามจริงแล้ว ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้อาจไม่ได้สื่อแสดงนัยถึงความสำเร็จมากนัก เพราะกทม.เขต 6 เป็นพื้นที่ของพรรคนี้อยู่แต่เดิม แม้นายพนิชจะเป็นคนหน้าใหม่ แต่ก็มีตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูงคือเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว และในการหาเสียงครั้งนี้ ประชาธิปัตย์ก็ระดมขุนพลของพรรค เช่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายกรณ์ จาติกวณิช ฯลฯ ลงเรียกคะแนนนิยมอย่างเต็มที่
ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งถูกคุมขังในคดีก่อการร้ายจากเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ค่อนข้างจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เพราะนอกจากจะเป็นตัวเลือกแทน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.และผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ที่ต้องถอนตัวไปเนื่องจากไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังไม่ได้ศึกษาในกรุงเทพฯ ติดต่อกันเกินเวลา 5 ปีแล้ว ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเรือนจำให้ออกมาหาเสียงด้วยตนเอง นอกจากจะเพียงส่งเทปบันทึกเสียงมาเปิดในช่วงหลัง ประกอบกับความระส่ำระสายของพรรคเพื่อไทยเอง ก็ทำให้การหาเสียงของพรรคนี้ใน กทม.ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2551 และ 2552 ขาดความเป็นเอกภาพอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น คะแนนเสียงที่นายก่อแก้วได้รับ จึงน่าจะมาจากฐานเสียงในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่
สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.และคนเสื้อแดง ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ จนถึงเหตุการณ์รุนแรงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยในเขต 6 หรือทำให้คะแนนเสียงลดลงตามที่มีการคิดกันไว้แต่อย่างใด ขณะเดียวกันผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ก็เรียกได้ว่ายังไม่เข้าตาชาว กทม.เขต 6 อย่างจังๆ แม้จำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่อีก 40 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นเข้ามาให้เลือกเพิ่มขึ้น และพรรคเหล่านั้นมีนโยบายที่ตรงกันข้ามกับพรรคเพื่อไทย เพราะนั่นหมายถึงเป็นการดึงเสียงหรือแย่งเสียงไปจากพรรคประชาธิปัตย์เอง
ขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่อาจคิดว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งอยู่ที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น แท้จริงแล้วฐานเสียงของพรรคนี้ในกรุงเทพฯ ก็มิได้อ่อนแอเลย แถมยังเป็นฐานที่เหนียวแน่น และหากมีกระแสเกื้อกูล ก็อาจจะพลิกผันคว้าชัยชนะมากกว่า 9 เขตของการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2550 ได้เหมือนกัน
การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 กทม. อาจถือเป็นการ “อุ่นเครื่อง” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปีนี้หรือปีหน้า ซึ่งการเลือกตั้งใหญ่นั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสกว่าการเลือกตั้งซ่อมหลายเท่า และเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ เพราะอาจจะมีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอเลยล่ะครับ