กก.ประเวศตั้ง14ทีมขับเคลื่อนงาน“สมัชชาปฏิรูป”

ตั้ง 14 ทีมขับเคลื่อนงาน “สมัชชาปฏิรูป” ระดมความเห็นผลักดันนโยบายปฏิรูปด้วยสันติวิธี ตั้งเป้าภายใน 3 ปี “หมอประเวศ-อานันท์” สร้าง “วัฒนธรรมใหม่” นักวิชาการชี้สื่อทำเสรีภาพตายด้วยตัวเองเลือกข้างไม่รับผิดทางกฎหมาย

(29ก.ค.) นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูป กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ 14 ชุด ภายใต้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้แก่ 1.คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป 2.คณะกรรมการเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและสภาผู้นำชุมชนเพื่อการปฏิรูป 3.คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูป 4.คณะกรรมการเครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนจนเมืองเพื่อการปฏิรูป 5.คณะกรรมการเครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูป 6.คณะกรรมการเครือข่ายพลังเยาวชนเพื่อการปฏิรูป 7.คณะกรรมการเครือข่ายผู้พิการเพื่อการปฏิรูป 8.คณะกรรมการเครือข่ายผู้ด้อยโอกาสเพื่อการปฏิรูป 9.คณะกรรมการเครือข่ายภาคธุรกิจกับการปฏิรูป 10.คณะกรรมการเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการปฏิรูป 11.คณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป 12.คณะกรรมการการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเป็นธรรม 13.คณะกรรมการความยุติธรรมกับการปฏิรูป และ 14.คณะกรรมการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป

 ทั้งนี้คณะกรรมการทั้ง 14 ชุด จะไประดมความคิดเห็นขององค์กรเครือข่ายถึงมาตรการในการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของสังคมในแต่ละด้าน เพื่อนำข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูป ที่มี นายอานันท์ ปัญยารชุน เป็นประธาน นำไปสังเคราะห์เป็นนโยบาย ที่สามารถปฏิบัติได้และได้ผลดีจริง ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นติดอาวุธทางปัญญา สร้างพลังสังคม และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยด้วยสันติวิธี ดังนั้นหวังว่า ในระยะเวลา 3 ปี กระบวนการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ จะก่อให้เกิด “วัฒนธรรมใหม่”

 นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การปฏิรูปในด้านการศึกษาที่ผ่านมาเน้นในระดับอุดมศึกษา ทำให้พลังในกลุ่มมัธยมศึกษาหายไป ดังนั้นควรให้มีส่วนร่วมด้วย ขณะเดียวกันก็ควรให้ทุกศาสนาได้เข้ามาช่วยในการปฏิรูปและช่วยด้านการพัฒนาจิตใจ นอกจากนั้นในส่วนการปฏิรูปประเทศควรให้มีเครือข่ายเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อสนับสนุนให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคง หากขาดเกษตรกรก็จะขาดพลังทางสังคมที่สำคัญไป

 นายรัชฏะ ศรีบุญรัตน์ ประธานสภาเยาวชนแห่งประเทศไทย เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า ควรมีการฟื้นเครือข่ายเยาวชน นักศึกษาภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้เป็นฐานในการขยายการรับรู้เรื่องการปฏิรูปประเทศให้ทั่วถึงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และให้องค์กรเครือข่ายของนักศึกษา เช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) มีบทบาทและมีพลังในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม

 นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางหอการค้าเห็นความสำคัญและเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยได้มีการทำโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ เช่น โครงการ 1 บริษัท 1 ตำบล, โครงการ 1 ไร่ 1 แสน และอาจจะใช้ฮ่องกงโมเดลเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น

นักวิชาการชี้สื่อทำเสรีภาพตายด้วยตัวเองเลือกข้าง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดการสัมมนาระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและสื่อมวลชน ในหัวข้อ “เสรีภาพของส่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญ : คุณูปการต่อสังคมไทย” โดยมีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในงาน พร้อมทั้งมีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนา โดยนายชัช กล่าวว่า เสรีภาพและบทบาทของสื่อมวลชนถือเป็นเรื่องที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

 โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายสมเกียรติ อ่อนวิมล อดีต สสร. รศ.สมควร กวียะ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก และนายสุวัฒน์ ทองธนากุล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นวิทยากร โดย รศ.สมควรกล่าวว่า วันนี้เสรีภาพสื่อตายไปแล้วหรือไม่ เพราะเสรีภาพต้องเริ่มด้วยความสร้างสรรค์เท่านั้นแต่ตอนนี้ยังอยู่หรือไม่ และเมื่อสื่อขาดเสรีภาพรัฐก็สามารถใช้สื่อหรืออย่างอื่นที่คล้ายสื่อทำร้ายมนุษย์ได้ จนเมื่อเศรษฐกิจเจริญสื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของอำนาจต่างๆ

 นายสมควร กล่าวต่อว่า วันนี้คนที่ฆ่าสื่อมือแรกคือรัฐบาล มือที่สองคือ ผู้ก่อการร้าย มือที่สามก็เป็นสิ่งที่รู้ๆกันว่า ไม่ทราบว่าเป็นใคร มือที่สี่ก็คือตัวสื่อด้วยกันเอง วันนี้เสรีภาพสื่อตายเพราะผลประโยชน์โดยตรงที่มีต่อสาธารณะแทบจะไม่มีแล้ว มีแต่สายตาสั้นมองแค่ด้านเดียว เข้าข้างอย่างน่าเกลียด นี่เป็นการใช้เสรีภาพที่ไม่สร้างสรรค์

 นายสมควร กล่าวว่า วันนี้สื่อเสรีไม่กลัวกฎหมาย เพราะเขาไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่ไม่รายงานข่าวดีของฝ่ายตรงกันข้าม หรือไม่รายงานข่าวร้ายสำหรับพรรคพวกตนเอง และไม่ให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามที่จะแสดงออกหรือป้องกันตัวเขาเอง สื่อกลายเป็นผู้มีอำนาจที่กฎหมายแตะต้องไม่ได้ ต่อให้รัฐธรรมนูญดีอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ทำอะไร ดังนั้นสื่อเสรีเป็นสิ่งอันตราย เพราะเขามีเสรีภาพแต่กลับปฏิเสธเสรีภาพของคนอื่น เขาใช้เสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ของเขา แต่ไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่ผู้อื่น สื่อที่ดีต้องให้ความยุติธรรมทุกฝ่ายเสนอทุกด้านพร้อมๆกันบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีน้ำหนักเท่าๆกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ผู้ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้ความหมายเรื่องเสรีภาพแตกต่างกันออกไป

 นายสุวัฒน์ ก่ล่าวว่า เสรีภาพจำเป็นต้องมี เสรีภาพของสื่อก็เท่ากับเสรีภาพของสิทธิการรับรู้ของประชาชน ดังนั้นหลายฝ่ายก็ต้องการที่จะควบคุมสื่อ นักการเมืองเองก็รู้ว่าสื่อเป็นตัวแสบ เขาจึงต้องการที่จะเข้าครอบงำควบคุม แต่สื่อก็ต้องการเสรีภาพเราก็ต้องควบคุมกันเองโดยตั้งเป็นสภาวิชาชีพ การควบคุมกันเองดีกว่าการใช้กฎหมาย เพราะกลไกของรัฐสภาไม่น่าไว้ใจ เพราะนักการเมืองก็คือนักการเมือง แต่หลายครั้งในยุคเผด็จการก็มีการคุกคามสื่อทุกวิถีทางเราจึงต้องมีรัฐธรรมนูญมาควบคุม เช่นรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ให้เสรีภาพกับสื่อมากกว่าแต่ก่อน อาทิ การให้สื่อไม่ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำของเจ้าของทุน หรือนักการเมืองจะเป็นเจ้าของสื่อไม่ได้

 ด้านนายสมเกียรติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีมาตราที่ให้เสรีภาพ รวมถึงสื่อใหม่ต่างๆโดยใช้คำว่าสื่อมวลชนอื่น และป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาเป็นเจ้าของสื่อ แต่ขณะเดียวกันก็ให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพ ทำให้ถือว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะสื่อมวลชนไม่มีสิทธิเข้ามาเล่นการเมือง

 นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพสื่อมวลชนเยอะ แต่ในสองสามบรรทัดหลังกลับบอกว่ามีสิทธิที่จะไม่ให้หากมีกฎหมายบังคับ ดังนั้นถือว่าเราถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะท้ายที่สุดก็ให้อำนาจกฎหมายในการจำกัด จะปิดทีวีอะไรก็ทำได้ ตนขอให้ดูรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่แต่แรกมี 7 มาตรา และเพิ่มเติมต่อมา 27 มาตรา ซึ่ง 7 มาตราแรก ไม่มีการพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่สามปีต่อมาหลังจากประกาศใช้ครั้งแรก จึงเพิ่มเติมเรื่องการปกป้องสิทธิเสรีภาพสื่อ โดยเขียนว่า “ห้ามรัฐสภาบัญญัติกฎหมายใดๆที่จะเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ห้ามรัฐสภาบัญญัติกฎหมายใดๆที่จะเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ ห้ามรัฐสภาบัญญัติกฎหมายใดๆที่จะเป็นการปิดกั้นการชุมนุมทางการเมือง และห้ามรัฐสภาบัญญัติกฎหมายใดๆที่จะเป็นการปิดกั้นมิให้ร้องเรียน เขามีเสรีภาพแต่กลัวนักการเมืองปิดกั้นเลยห้ามออกกฎหมายมาปิดกั้น แต่ของเรากลับให้ออกกฎหมายปิดกั้นได้

 นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลคิดจะปฏิรูปสื่อหรือจะตั้งคณะกรรมการอะไรก็ทำไป เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสื่อเอง กฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ หากสื่อจะทำอะไรไม่ดีก็สามารเปลี่ยนไปสู่รูปแบบสื่อใหม่ หรือสื่อดาวเทียมก็ได้ ที่กฎหมายไม่สามารถควบคุมได้

 นายสุพจน์ ไข่มุกต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญต่อให้ดีอย่างไร แต่หากใช้ไม่เป็นและไม่มีจริยธรรม ก็ออกมางูๆปลาๆแบบนี้ รัฐธรรมนูญที่ดีไม่จำเป็นต้องหนาเตอะ 3-4 ร้อยมาตรา แต่หากเขียนละเอียดเท่ากับเอากฎหมายมากดหัวประชาชน ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อไม่จำเป็นต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ เพราะมันอยู่ในอากาศ เราจะคว้าเมื่อไหร่ก็ได้ ทุกวันนี้สื่อใช้สิทธิ แต่ก็ต้องตามมาด้วยความรับผิดชอบ แต่บางสื่อก็ยังขาดความเป็นจิตวิญญาณที่ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเรื่องสิทธิเป็นจำนวนมาก ขาดเรื่องหน้าที่

 ขณะที่นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สื่อก็เหมือนกับไลน์แมนที่ดูการเล่นและนำความรู้ในการวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเป็นเอาท์พุท หากสื่อมีเจตจำนงเป็นอิสระสังคมจะมีการเปลี่ยนเป็นพลวัตรในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่สื่อก็มีหลายประเภท และสื่อต้องระมัดระวังเพราะต้องเกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยส่วนตัวเห็นว่าอยุติธรรมในการฟ้องตามที่ต่างๆ และคนที่ถูกฟ้องต้องวิ่งตามจังหวัดที่ฟ้อง