พธม.ขอเลื่อนรับทราบข้อหาพร้อมกัน26ส.ค.

ทนายพันธมิตรฯ ขอเลื่อนมารับทราบข้อหาพร้อมกันวันที่ 26 ส.ค.‏

(28ก.ค.) นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าพบ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) เพื่อแจ้งขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนของกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 79 คน โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกคนจะขอเข้ารับทราบข้อพร้อมกันในวันที่ 26 ส.ค.นี้

 นายนิติธร กล่าวว่า หลังทราบข่าวการออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ตนก็ได้ติดต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งขณะนี้ติดต่อได้แล้ว 51 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างประสานทางโทรศัพท์ แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 79 คน ยินดีที่จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกันในเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ส.ค.นี้ เนื่องจากทุกคนว่างตรงกัน

 นายนิติธร กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มมวลชนที่จะติดตามมาด้วยนั้นคงห้ามไม่ได้เพราะเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนมาให้กำลังใจ แต่ก็ต้องดูบรรยากาศด้วยเนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังไม่ได้ยกเลิก อย่างไรก็ตามตนได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาไว้แล้ว เช่น อายุ ที่อยู่ อาชีพ โดยจะทำเป็นเอกสารมามอบให้พนักงานสอบสวนล่วงหน้าเพื่อการสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 ส.ค. จะได้รวดเร็วขึ้น

 ด้าน พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ทนายความของผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถทำได้ แต่ในส่วนของพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะออกหมายเรียกซ้ำเป็นครั้งที่สองได้แต่คงนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนก่อนว่าจะมีมติอย่างไรเนื่องจากทนายความยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาจะให้ความร่วมมืออย่างดี ส่วนสถานที่รับมอบตัวนั้นก็จะมีพนักงานสอบสวนอยู่ประจำทุกวัน หากมีผู้ถูกกล่าวหารายใดต้องการเข้าพบพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการได้ทันที

 “บรรยากาศเช่นนี้คงไม่ถึงขั้นขออนุมัติหมายจับ แต่เราจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ให้ไว้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ทราบว่าต่างฝ่ายต่างต้องทำหน้าที่ ทุกอย่างคงเป็นไปด้วยดี ไม่มีข้อน่าวิตกกังวลอะไรเพราะเท่าที่พูดคุยกับทนายความก็เข้าใจตรงกัน” หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน กล่าว

 สำหรับข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำและกลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ มีทั้งหมด 9 ข้อหา ได้แก่ 1.กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

 2.มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้นและเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้มั่วสุมให้เลิกไปแต่ไม่เลิก

 3.เข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข หรือโดยไม่มีเหตุอันควรเข้าไปหรือซ่อนตัวในอาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

 4.ฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งออกตาม มาตรา 9 และ10 แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

 5.ทำลายหรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบิน หรือทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้โดยใช้กล อุปกรณ์ หรืออาวุธใดๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น

 6.กระทำด้วยประการใดๆให้ทางสาธารณะอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร 7.กระทำด้วยประการใดๆให้การสื่อสารสาธารณะ ทางไปรษณีย์ขัดข้อง 8.ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และ9.ก่อการร้าย