(28ก.ค.) เวลา 09.00 น. นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการศอฉ.ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าเข้าชุมครม.ว่า การที่ตนและพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น มีเรื่องสำคัญสองเรื่อง คือ 1. ปราสาทพระวิหาร ซึ่งไทยจะคัดค้านการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชา โดยเฉพาะการเสนอแผนพัฒนา และรวมพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เหล่านั้นจำนวน 4.6 ตารางกิโลกเมตรของกัมพูชา ซึ่งไทยจะคัดค้านเต็มที่และตอนนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯในฐานะตัวแทนรัฐบาลที่ไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก(ยูเนสโก) ที่ประเทศบราซิลนั้น อาจรายงานผลคืบหน้าสู่ที่ประชุมครม. โดยแนวโน้มนั้นหากสถานการณ์ถึงที่สุดหากมีการขึ้นทะเบียน และไทยคัดค้านไม่สำเร็จ นายกฯมอบให้สมช.พิจารณามาตรการต่างๆที่จะแสดงสิทธิเหนือพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ และบ่ายวันนี้จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนำเรื่องนี้เข้าประชุม
เมื่อถามว่าไทยเตรียมการไว้อย่างไรจึงไม่รู้ว่ากัมพูชาจะเสนออะไร นายถวิล กล่าวว่า เราเตรียมการเต็มที่แต่ระเบียบบางอย่างทำให้ไทยไม่สามารถเข้าประชุมในบางวาระได้ ยืนยันว่าเราเตรียมการเต็มที่เพราะครม.มอบหมายเรื่องนี้เมื่อ 2 - 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว เมื่อถามว่าทางออกเรื่องนี้คืออะไรนอกจากคัดค้านอย่างเดียว นายถวิล กล่าวว่า ต้องคัดค้านไว้ก่อนและไทยยังแสดงสิทธิในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอยู่ หากกัมพูชาเสนอแผนในพื้นที่นี้เราจะคัดค้านเต็มที่และหากการคัดค้านไม่เป็นผล ก็จะมีมาตรการด้านอื่น แน่นอนว่าคงจะไม่นำไปสู่การสู้รบ เพราะบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา 2543 ที่จะไม่นำไปสู่การสู้รบ
เมื่อถามว่ามาตรการอื่นๆที่เตรียมไว้จากเบาไปหนักนั้นคืออะไร นายถวิล กล่าวว่า ต้องหารือรายละเอียดก่อน เพราะมีหลายวิธี เช่นการแสดงสิทธิต่างๆ ส่วนวิธีลดการเผชิญหน้าของสองประเทศนั้นคือการเจรจากัน ตนขอเรียนว่าบันทึกความเข้าใจมีความสำคัญ อย่างน้อยสุดตรงกับที่นายกฯพูดว่าพื้นที่นั้นยังมีปัญหา สองประเทศจึงมีข้อตกลงนี้เมื่อปี 2543
“ คำตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนนั้นยังไม่มีผล เพราะเป็นเรื่องระหว่างไทย-กัมพูชา ” น ายถวิลกล่าว
เมื่อถามว่าหากยูเนสโกรับแผนพัฒนาพื้นที่ของกัมพูชา พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นายถวิล กล่าวว่า “ เร็วไป อย่าไปยกให้อย่างนั้น พื้นที่นี้ไม่เกี่ยวเลย ยูเนสโกไม่มาตัดสินเรื่องเขตแดนเด็ดขาด ”
เมื่อถามว่ากระบวนการทางการทูตเจรจาภายในกันหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ตอนนี้มันวิ่งเข้าเผชิญหน้ากันแล้วคงจะเจรจาไม่ได้ แต่ไม่มีการแสดงท่าทีที่เป็นปรปักษ์ ทุกฝ่ายมีบทบาท เช่นกัมพูชามีบทบาทยื่นขอเป็นมรดกโลก ไทยมีบทบาทในเวทีประชุมนี้เพื่อดำเนินการต่อกลไกที่มีอยู่ โดยไม่ถือว่าเป็นการเผชิญหน้า แต่เรื่องจะหารือกันนั้นผลประโยชน์มันขัดกัน เมื่อถามว่าไทยเสียเปรียบเพราะกรรมการมรดกโลกมีแนวโน้มเข้าข้างกัมพูชา นายถวิล กล่าวว่า คงพูดไม่ได้ในชั้นนี้ เหตุผลที่ไทยอ้างอิงนั้นมีน้ำหนักอยู่ และกรรมการชุดนี้เป็นองค์การเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรม คงจะไม่ทำสิ่งใดที่นำไปสู่การเผชิญหน้าและหากเป็นเช่นนั้นกรรมการชุดนี้ต้องทบทวน
“ วานนี้กลุ่มพันธมิตรฯไปยื่นข้อเรียกร้องต่อยูเนสโก แต่หลักการนั้นไม่มีสิ่งใดขัดแย้ง เพราะหลักนั้นตรงกันแต่ข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯบางเรื่องรัฐบาลดำเนินการไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องเดินตามกรอบกติกา และสนธิสัญญาที่มีอยู่”นายถวิกล่าว
นายถวิล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ตนและรักษาการผบ.ตร.ได้หารือ คือ การประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลักการคือนายกฯยืนยันให้พิจาณายกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ใน 16 จังหวัดที่เหลืออยู่ โดยขอให้ศอฉ.นำไปพิจารณาว่าเลิกได้เมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติพอควร และเจ้าหน้าที่มีขีดความสามารถในการรองรับได้ และนายกฯให้แนวทางไว้ว่าหากใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ต้องไม่ขัดขวาง และเป็นอุปสรรคกับการปรองดองและศอฉ.ดำเนินการในแนวทางนี้อยู่แล้ว เพียงแต่อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่นั้นเพื่อความสะดวกในการดูแลเหตุความไม่สงบเรียบร้อย และไม่บีดเค้นบังคับกดดันในสิ่งไม่สมควร ขอเรียนว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้มีสองลักษณะ คือ ก่อนหน้านี้ทุกคนเรียกร้องให้ใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ในภาวะบ้านเมืองเผชิญความล่อแหลมกับการเผาบ้านเผาเมืองทุกคนบอกว่าใช้พ.ร.ก.เต็มที่เพราะจะเอาไม่อยู่ แม้บางฝ่ายบอกว่าใช้ได้ชั่วคราว แต่เมื่อมาถึงตอนนี้พ.ร.ก.ฉบับนี้เหมือนนั่งร้าน คือ ใช้สร้างตึกเสร็จแล้วก็รื้อนั่งร้านออก แสดงว่าสังคมเต็มใจรับความเสี่ยงตรงนี้ และศอฉ.ต้องพิจารณาว่าจะปล่อยให้สังคมตัดสินใจโดยลำพัง และไม่มีข้อมูลสมบูรณ์นั้นไม่ได้
“ส่วนจะยกเลิกจังหวัดใดบ้าง ศอฉ.รับไปพิจารณา และประชุมกันในวันที่ 30 ก.ค.ก่อนที่จะเสนอนายกฯต่อไป นายกฯให้ข้อตกลงไว้แล้วว่าวันนี้จะนำเรื่องนี้หารือกับครม.ว่าหากจำเป็นยกเลิกจังหวัดใดบ้างก็ไม่จำเป็นต้องเสนอครม.”นายถวิลกล่าว
เมื่อถามว่าศอฉ.เคยถามหรือไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง นายถวิล กล่าวว่า เรามีพ.ร.ก.ฉบับนี้และความรับผิดชอบที่มาก แต่กำลังในการดำเนินการนั้นลดไปเยอะมาก จึงไม่เต็มที่เหมือนเดิม ขีดความสามารถลดลงไปเยอะ แต่ได้แบกรับไว้และไม่ต้องการให้ขัดต่อสภาวะบ้านเมืองที่เข้าสู่สภาวะปกติ
เมื่อถามว่า จะแก้ไขข้อข้องใจได้อย่างไรว่าหากมีข้อเสนอให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉบับนี้มักมีเหตุร้ายขึ้นเสมอ นายถวิล กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนว่าการที่เห็นว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วนั้น มันเห็นทนโท่แล้วว่ามันไม่สงบจริง และเป็นได้ที่กทม.และปริมณฑลนั้นต้องประกาศใช้อีกระยะ เมื่อถามว่าจะคล้ายกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น ตนรับรองว่าจะไม่ถึง 20 ครั้งเหมือนภาคใต้