โดย "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้นัดตรวจสอบพยานนัดแรกของทั้งสองคู่ความ คือ ทั้งฝ่ายผู้ร้อง (กกต.) และฝ่ายผู้ถูกร้อง (พรรคประชาธิปัตย์) ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค จะนำทีมกฎหมายเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง
พยานหลักฐานในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นเอกสารแนบ 1 กล่อง มีจำนวน 1,500 หน้า ส่วนพยานบุคคลมีทั้งสิ้น 58 ปาก อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, บัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะเชิญ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาร่วมเป็นพยานด้วย เนื่องจากในอดีตเคยเขียนบทความตั้งข้อสังเกตการทำงานของผู้บริหารดีเอสไอชุดที่ผ่านมาและพยานวัตถุ 3 รายการไว้ อาทิ ป้ายหาเสียงที่เป็นปัญหา
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มนัดไต่สวนพยานผู้ร้องในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคมนี้ และนัดไต่สวนพยานทุกวันจันทร์
ส่วนการพิจารณาคดี 29 ล้าน จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพยานเอกสารและพยานบุคคล หากศาลไม่ติดใจในบันทึกคำให้การของพยานบุคคล การพิจารณาคดีก็อาจจะเร็วขึ้น เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องเรียกพยานบุคคลมาไต่สวนเพิ่มเติม
คาดว่าคดีนี้คงรู้ผลได้ประมาณปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า!
หลังจาก "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) สั่งไม่ฟ้องบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) กรณีถูกกล่าวหากระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรณีไซฟ่อนเงิน 263 ล้านบาท บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ หลังพบว่ามีการว่าจ้าง บริษัท เมซไซอะ บิสิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ทำสื่อโฆษณาหาเสียงและที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ในโครงการต่างๆ รวม 263 ล้านบาท จริง
ซึ่งน่าจะส่งผลเป็นบวกให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)
สำหรับคดีการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท เป็นการฟ้องร้องต่อกรรมการบริหารพรรคชุดปี 2548 ที่มี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นหัวหน้าพรรค และได้เซ็นรับรองบัญชีการใช้จ่ายเงินดังกล่าว หลังจากที่มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อจาก "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ที่ลาออกจากหัวหน้าพรรค หลังจากพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ให้แก่พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548
ขณะนี้กลายเป็นว่าคดียุบพรรคจากการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์เป็นคดีหนักสำหรับ "ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์" ไปซะแล้ว
โดยเฉพาะประเด็น "ขนาดป้าย" หาเสียง อาจทำให้ "พรรคประชาธิปัตย์" ต้องกลายเป็นปลาตายน้ำตื้น
เพราะคดี 29 ล้านบาทมีการฟ้องเรื่องการเปลี่ยนโครงการทำป้ายหาเสียงจากโครงการเดิมขออนุมัติจาก กกต.ทำป้ายหาเสียงขนาด 130x240 ซม.
แต่เวลาทำป้ายจริงกลับเป็นขนาด 120x240 ซม.
ถือว่า "ขนาดป้าย" ที่ทำเล็กลงกว่าที่แจ้งต่อ กกต.ประมาณ 10 ซม.ในวงเงินที่ กกต.ให้เท่าเดิม คือ 29 ล้านบาท
ในเรื่องการเปลี่ยนขนาดป้ายทางพรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าสมาชิกพรรคในต่างจังหวัดแจ้งว่าป้ายใหญ่มีประโยชน์เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดต้องซอยเป็นป้ายเล็กไปติดในพื้นที่ทางทางพรรคจึงขอเปลี่ยนจากการทำป้ายใหญ่เป็นป้ายเล็ก
ซึ่งการเปลี่ยนป้ายจากขนาดใหญ่เป็นป้ายเล็กพรรคประชาธิปัตย์ทำก่อน กกต. อนุมัติ!
ขณะที่ "ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์" อ้างว่า ได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกับ กกต.เป็นการภายในก่อนแล้ว ซึ่ง กกต.บอกว่าทำได้ และต่อมา กกต.ก็ได้อนุมัติป้ายเล็กตามมาภายหลัง
สำหรับการต่อสู้ในชั้นศาลนอกจากมีเอกสารแล้ว จะมีการขนโปสเตอร์ในต่างจังหวัดมาแสดงต่อศาลด้วย เพื่อชี้ให้เห็นว่าป้ายที่เปลี่ยนใหม่ขนาดเล็กกว่าที่กำหนดจริงหรือไม่
นอกจากนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์จะต่อสู้คดีโดยยกเรื่องอายุความ เพราะคดี 29 ล้านบาทนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2548 ซึ่งตามกฎหมายเวลาเลือกตั้งเสร็จ ถ้าปรากฏว่ามีการเลือกตั้งไม่ชอบ ใช้เงินไม่ชอบ ต้องร้องภายใน 180 วัน แต่คดีนี้เกินระยะเวลาดังกล่าวไปแล้ว
แต่ถ้าพรรคจะถูกยุบจริงๆ ก็จะเสนอให้ตัดสิทธิทางการเมืองเฉพาะกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้องและรู้เห็นเท่านั้น ไม่ควรตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องการทุจริตเลือกตั้งเหมือนคดียุบพรรคไทยรักไทยและพรรคชาติไทย
ท้ายที่สุดแล้วคงต้องมาดูว่าการพิจารณาคดีศาลจะยึดหลักฐานตามข้อเท็จจริงหรือดูที่เจตนาที่จะใช้เงินผิดประเภทตามข้อกล่าวหาหรือไม่
และถ้าพรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์จริง ก็ถือว่าเป็นปลาตายน้ำตื้นที่พรรคเก่าแก่สมาชิกส่วนใหญ่มีความเก่งกาจด้านกฎหมายแต่พรรคต้องมาถูกยุบเพียงแค่ทำป้ายผิดขนาดไป 10 ซม.
ไม่ต่างจากกรณีของ "อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช" ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่ต้องตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะผัดข้าวโชว์ทางทีวี!
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ/สมถวิล เทพสวัสดิ์